บทที่ 1

 การเขียนรายงานวิจัยบทที่ 1


บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย


การกำหนดปัญหาการวิจัย

               การกำหนดปัญหาการวิจัยซึ่งเป็นกระบวนการแรกของการทำวิจัย และเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดขั้นตอนอื่นๆจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้ายังไม่มีขั้นตอนแรกคือการกำหนดปัญหาการวิจัย การทำวิจัยจะยากหรือง่ายขึ้นอยู่กับปัญหา นั่นคือ ถ้าปัญหาวิจัยยากการทำวิจัยก็จะยากตาม ซึ่งเปรียบเสมือนการทำข้อสอบ ถ้าคำถามของข้อสอบยากการหาคำตอบก็จะยากตามไปด้วย ก่อนที่จะกำหนดปัญหาการวิจัยเราควรทำความเข้าใจความหมายของปัญหาก่อน

 

การกำหนดปัญหาการวิจัย ปัญหาการวิจัยแบ่งได้เป็น 2 ระดับ ดังนี้

1. ปัญหาการวิจัยทั่วไปหรือปัญหาระดับกว้าง เป็นข้อสงสัยอยากจะรู้ของผู้วิจัยในลักษณะทั่วๆไป ไม่เฉพาะเจาะจง

2. ปัญหาการวิจัยเฉพาะเจาะจงหรือปัญหาการวิจัยในระดับแคบ จากปัญญาการวิจัยในระดับกว้างๆผู้วิจัยก็อาจจะมีปัญหาหรือข้อสงสัยย่อยๆอีกที่เรียกว่าปัญหาการวิจัยเฉพาะเจาะจง

 

การเขียนภูมิหลังและความเป็นมา

             การเขียนภูมิหลังและความเป็นมา โดยภูมิหลังจะทำหน้าที่แนะนำให้ผู้อ่านงานให้รู้ความเป็นมา หลักการ เหตุผล ความสำคัญและปัญหา การเขียนภูมิหลังอาจเรียกได้ว่าเป็นงานยากสุดในกระบวนการเรียบเรียงดังนั้นภูมิหลังและความเป็นมา มีหลักในการเขียนดังนี้

              1. ภูมิหลังโดยทั่วไปมีประมาณ 3 5 หน้า และมีย่อหน้าไม่เกิน 7 ย่อหน้า เพราะการเขียนภูมิหลังเป็นการเขียนความเรียงแบบต่อเนื่องเรื่องเดียวกัน

2. ความสอดคล้องกับชื่อเรื่อง การเขียนภูมิหลังต้องมีความสอดคล้องกับชื่อเรื่องที่ทำ การเขียนต้องมีความสอดคล้องกับชื่อเรื่อง โดยเริ่มตั้งแต่ย่อหน้าแรกถึงย่อหน้าสุดท้าย

               3. ชี้ปัญหา ความสำคัญชัดเจนและชี้ถึงแนวโน้มในอนาคต ข้อบกพร่องที่พบในภูมิหลัง การเขียนภูมิหลังต้องชี้ปัญหาและความสำคัญชัดเจน

              4. ใช้กรอบแนวคิดของผู้วิจัยสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง ภูมิหลังที่เขียนต้องอยู่ในกรอบของการวิจัยเฉพาะเจาะจงเรื่องที่ศึกษาหรือวิจัยอย่างชัดเจน 

5. ใช้ภาษาถูกต้องต่อเนื่อง  ไม่ควรใช้ภาษาพูดในการเขียนภูมิหลังส่วนใหญ่แล้วมักจะพบการใช้ภาษาที่ผิด

 

การกำหนดจุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ของการวิจัย

1. เพื่อใช้ในการทำนาย ผลที่ได้จาการวิจัยสามารถนำไปใช้พยากรณ์หรือทำนายเหตุการณ์ในอนาคตได้ว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นหรือมีแนวโน้มอย่างไร

2. เพื่อใช้ในการอธิบาย จุดมุ่งหมายของการวิจัยข้อนี้ก็เพื่อนนำผลที่ได้ไปใช้อธิบายปัญหาหรือเหตุการณ์ต่างๆที่ยังไม่ทราบสาเหตุว่า สิ่งใดเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดผลหรือสิ่งใดเป็นผลที่ทำให้เกิดสาเหตุนั้นๆ

3. เพื่อใช้ในการบรรยาย เป็นการมุ่งนำผลที่ได้จากการวิจัยไปใช้บรรยายสภาพและลักษณะของปัญหาว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมีสภาพและลักษณะอย่างไร

4. เพื่อใช้ในการควบคุม จุดมุ่งหมายการวิจัยประการนี้ก็เพื่อนำผลที่ได้จากการวิจัยไปวางแผนหรือ กำหนดวิธีการในการควบคุมสิ่งต่างๆให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

5. เพื่อใช้ในการพัฒนา ผลการวิจัยอาจนำมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาได้

 

การตั้งสมมติฐานการวิจัย

สมมติฐานการวิจัย คือ คำตอบหรือข้อสรุปของผลการวิจัยที่ผู้วิจัยคาดการณ์ หรือการคาดคะเนไว้ล่วงหน้าอย่างมีเหตุและผล โดยอาศัยรากฐานของแนวคิดทฤษฎี ผลการศึกษาค้นคว้า ผลการวิจัยรวมถึงประสบการณ์ของผู้วิจัยเอง ซึ่ง ทั้งนี้สมมติฐานที่ตั้งไว้อาจเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงตามที่ผู้วิจัยคาดคะเนก็ได้ ขึ้นอยู่กับการทดสอบสมมติฐานโดยอาศัยข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้และวิธีการทางสถิติ

 

สมมติฐานมีลักษณะที่สำคัญ 2 ประการ คือ

1. เป็นข้อความที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ของตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป

2. สามารถทดสอบความสัมพันธ์ของตัวแปรเหล่านี้ได้ โดยการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งอาจต้องใช้วิธีการทางสถิติ

 

หลักการเขียนสมมติฐานทางการวิจัย

ในการเขียนสมมติฐานทางการวิจัย ผู้วิจัยควรปฏิบัติดังนี้

1. เขียนเป็นประโยคบอกเล่า ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้นและตัวแปรตาม ระบุทิศทางหรือไม่ขึ้นกับเหตุผลทฤษฎีที่นำมาใช้เป็นกรอบในการทำวิจัย

2. เป็นประโยคสั้นๆ ภาษาเข้าใจง่าย ระบุความหมายชัดเจนในแง่การวัดมากที่สุด

3. เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องในกรอบการวิจัยเรื่องนั้นๆ

4. อาจเขียนได้หลายข้อ ในปัญหาวิจัยเรื่องหนึ่งๆ    

5. สมมติฐานทุกข้อที่ตั้งขึ้นต้องทดสอบได้

6. สมมติฐานควรเขียนเรียงลำดับสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของประสงค์ของการวิจัย

 

การเขียนขอบเขตการวิจัย

             หลักการเขียนขอบเขตของการวิจัย

                     การวิจัยแต่ละเรื่องมีขอบเขตมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับงบประมาณและระยะเวลาที่จะทำการ วิจัย การกำหนดขอบเขตของการวิจัยจะช่วยให้ผู้วิจัยวางแผนการเก็บข้อมูลได้ครอบคลุมและตรงกับความมุ่งหมายของการวิจัยที่ตั้งไว้ ขอบเขตของการวิจัยที่สำคัญที่ผู้วิจัยต้องกำหนด มีดังนี้

                   1.ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งผู้วิจัยต้องระบุว่าประชากรเป็นใคร ใช้เป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวนเท่าไร และกลุ่มตัวอย่างได้มาโดยวิธีใด

                  2.ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา ผู้วิจัยต้องระบุตัวแปรอิสระและตัวแปรตามที่ใช้ในการศึกษาทั้งหมดในงานวิจัยบางเรื่องอาจจะระบุขอบเขตด้านเนื้อหาเข้าไปด้วย เพื่อให้มองเห็นขอบเขตในการวิจัยได้มากขึ้นการเขียนขอบเขตการวิจัยนี้ ผู้วิจัยจะต้องครอบคลุมว่าจะศึกษาตัวแปรอะไรบ้าง ซึ่งควรสอดคล้องกับกรอบความคิด

 

การเขียนความสำคัญของการวิจัย

           เป็นการเกริ่น นำหรืออารัมภบทแสดงให้เห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นที่จะต้องทำวิจัยหรือเหตุผลที่สมควรต้องมีการ การศึกษาพิเศษเรื่อง โดยพยายามกำหนดปัญหาให้ชัดเจนทั้งในด้านการเกิดความรุนแรง การกระจายตัวของปัญหา หรือด้านอื่นๆ ให้เข้าถึงข้อเท็จจริงของปัญหาอย่างแท้จริง ด้วยการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง  ตรวจสอบสถิติ สอบถามความเห็นจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง และแสวงหาเหตุผลที่น่าเป็นไปได้ จากทฤษฎีและสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยเขียนโน้มน้าว จูงใจให้ผู้อ่านคล้อยตามเห็นด้วยว่าทำไม ต้องทำวิจัยเรื่องนี้ เช่นยังประสบปัญหาอยู่แก้ไขไม่ได้ โดยใช้ความคิดตัวเองให้มากที่สุด

 

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย

             เป็นความสำคัญของการวิจัยที่ผู้วิจัยพิจารณาว่าการวิจัยเรื่องนั้นทำให้ทราบ ผลการวิจัยเรื่องอะไร และผลการวิจัยนั้นมี ประโยชน์ต่อใคร อย่างไร   หลักในการเขียนมีดังนี้

1. ระบุประโยชน์ที่อาจเกิดจากผลที่ได้จากการวิจัย

2. สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และอยู่ในขอบเขตของการวิจัยที่ได้ศึกษา

3. ในกรณีที่ระบุประโยชน์มากกว่า 1 ประการ ควรระบุเป็นข้อ

4. เขียนด้วยข้อความสั้น กะทัดรัด ชัดเจน

5. การระบุนั้นผู้วิจัยต้องตระหนักว่ามีความเป็นไปได้

 

การเขียนนิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย

            นิยามศัพท์เฉพาะ (Definitions of specific terms) เป็นการให้ความหมายของตัวแปร หรือ คำศัพท์ที่นำมาใช้ในการวิจัย ให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ระหว่างผู้อ่านงานวิจัยกับผู้วิจัย คำที่ควรเขียนเป็นนิยามศัพท์เฉพาะ ควรเป็นตัวแปร หรือคำที่ผู้วิจัยเขียนบ่อยมากในงานวิจัยครั้งนั้น

1. หลักการเขียนนิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย

1.1          ไม่ขัดแย้งกับหลักทฤษฎี หรือ ข้อเท็จจริงทั่วไป

1.2          ควรเป็นนิยามที่ผู้วิจัยเขียนขึ้นเอง โดยศึกษาจากเอกสาร งานวิจัย และทฤษฎี

1.3          ควรนิยามตามตัวแปรที่จะศึกษา และเนื้อหาที่วิจัย

1.4          มีความชัดเจน เข้าใจง่าย และผู้อ่านเข้าใจตรงกัน

1.5          ควรเป็นนิยามเชิงปฏิบัติการ ตัวแปรวัดด้วยอะไร (ผลเป็นอะไร)


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

IS คือ อะไร

IS ย่อมาจาก Independent Study เป็นวิชาสำคัญที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะผ่าน กระบวนการ 5 ขั้น ประกอบด้วย การศึกษาและสร้างองค์ความรู้ (ขั้นท...