การเขียนรายงานวิจัยบทที่
5
บทที่ 5 : สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
หลักการเขียนและวิธีเขียน
ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างบทที่ 5 ในงานวิจัย 3 เรื่อง ที่นำมาศึกษา
อ้างอิง
หลักการเขียน
บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย
อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
1. สรุปผลการวิจัย
การสรุปผลเป็นการรวบรวมนำผลวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้แปลความหมายไว้แล้วมาเขียนสรุป
เป็น ข้อๆ เพื่อตอบคำถามต่อปัญหาวิจัย การเขียนสรุปผลนี้ ควรเขียนให้มีลำดับสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย
หรือสมมติฐานการวิจัย โดยเขียนให้รับกันเป็นข้อๆ หรือเรียงความ เพื่อให้แน่ใจว่าได้ข้อสรุปผลที่ตอบคำถามครบถ้วนทุกประเด็น
ดังนั้นการสรุปผลจึงถือว่าเป็นการตอบคำถามต่อปัญหาวิจัยที่ต้องอยู่ภายในขอบเขตของข้อมูล
หลักเกณฑ์ในการเขียนสรุปผล
(พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540)
1. เขียนเป็นประโยคบอกเล่าที่ชัดเจน รัดกุม
ชี้เฉพาะและอยู่ในลักษณะข้อความที่เป็นการตอบวัตถุประสงค์หรือสมมุติฐานของการวิจัย
2. ต้องตั้งอยู่บนฐานของข้อมูลเท่านั้นไม่ใช้ความเห็นของผู้วิจัย
3. การสรุปผลต้องสรุปภายในขอบเขตของปัญหาที่ได้นิยามไว้เท่านั้น
4. การสรุปผลต้องอาศัยเหตุผลที่ผ่านการคิดใคร่ครวญอย่างรอบคอบ
ซึ่งก็คือการใช้เหตุผลขั้นสูงตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์
แนวทางการเขียนสรุปผล มีดังนี้
สรุปผลการวิจัยเป็นการนำผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากบทที่
4 มาสรุปหรือเขียน อย่างย่อ ๆ เขียนเฉพาะส่วนที่เป็นผลสำคัญ
ไม่ควรเขียนถึงรายละเอียดปลีกย่อยทั้งหมด
การสรุปอาจสรุปเป็นข้อความติดต่อกันไปในลักษณะเป็นข้อๆหรือเรียงความ
(แต่เขียนให้อยู่ในลักษณะย่อความแบบจับใจความสำคัญ) หรือ อาจจะเขียนแบ่งเป็นส่วน ๆ
แล้วกำหนดหัวข้อให้ชัดเจน และไม่ควรลอกข้อความที่แปลผล อยู่ได้ตารางแต่ละตารางมาโดยตรง
เพราะเป็นการเสนอซ้ำและยืดยาว โดยมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมสำหรับ
การเขียนสรุปผลการวิจัยอีก 3 ประการ ดังนี้
1. ก่อนที่จะถึงข้อความที่เป็นข้อสรุปผลการวิจัย
ควรมีข้อความสรุปส่วนที่เป็นข้อมูล พื้นฐานก่อน โดยอาจเขียนสรุปในหัวข้อ
จุดประสงค์ของการวิจัย สมมติฐานของการวิจัย นวัตกรรมที่นำมาใช้แก้ปัญหา
รูปแบบและวิธีการดำเนินการใช้นวัตกรรม เป็นต้น
2. การเขียนสรุปผลการวิจัยควรเขียนสรุปสั้นๆ
กระชับ สอดคล้องและเรียงลำดับ ตามจุดประสงค์ของการวิจัย โดยเขียนตามข้อมูลที่ปรากฏ
ไม่แทรกความคิดเห็นใด ๆ ของผู้วิจัย
3. การสรุปผลการวิจัยเป็นการเขียนในระดับการตีความ
2. อภิปรายผล
การอภิปรายผลของการวิจัยเป็นขั้นตอนที่ผู้วิจัยจะกระทำภายหลังจากสรุปผลการวิจัยซึ่งถือว่าเป็น
“หัวใจของการวิจัย” เนื่องจากขั้นตอนนี้เป็นการอธิบายให้เหตุผล
โดยอาศัยหลักการ แนวคิด
ทฤษฎีที่ผู้วิจัยใช้สร้างกรอบแนวคิดในการวิจัยอภิปรายผลการวิจัย
หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจในสิ่งนั้น
การอภิปรายผลการวิจัย
คือ การแปลผลข้อค้นพบจากการวิจัยในลักษณะตีความและประเมินผลเพื่ออธิบายและยืนยันความสอดคล้องและความแตกต่างระหว่างข้อค้นพบกับสมมติการวิจัย
และอภิปรายเพื่อเชื่อมโยงระหว่างผลการวิจัยที่ผ่านมา
ตลอดจนแนวคิดทฤษฎีที่ใช้เป็นกรอบความคิดในการวิจัยว่ามีความสอดคล้องหรือขัดแย้งกันอย่างไร
หลักการเขียนอภิปรายผลการวิจัย
การเขียนอภิปรายผลการวิจัยมีหลักการเขียน
4 ประการ
1. ศึกษาอะไร
ในขั้นตอนนี้ให้ผู้วิจัยบอกให้ผู้อ่านทราบว่างานวิจัยชิ้นนี้มีสมมติฐาน
หรือวัตถุประสงค์ของการวิจัยอย่างไร ผู้วิจัยมักจะใช้ข้อความว่า
“จากสมมติฐานข้อที่ 1 ที่ว่า............................”
2. ผลที่ได้รับเป็นอย่างไร
ในขั้นตอนนี้ผู้วิจัยจะกล่าวถึงข้อค้นพบที่ได้หลังจากที่ได้ทดสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้
ผู้วิจัยมักจะใช้ข้อความว่า
“ผลการวิจัยพบว่า............................อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ(.01
หรือ .05)”(กรณีที่มีนัยสำหรับทางสถิติ)หรือ”ผลการวิจัยพบว่า......................”(กรณีที่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ)”
3. เหตุใดผลที่ได้จึงเป็นเช่นนั้น
ในขั้นตอนนี้ผู้วิจัยจะต้องใช้เหตุผลว่าผลการวิจัยที่ค้นพบ
(ผลตามข้อ 2) เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
4. ยืนยันผลที่ได้อย่างไร
ในขั้นตอนนี้เป็นการยืนยันผลการวิจัยด้วยการบอกให้ผู้อ่านทราบว่าชอบคนที่มีใครทำวิจัยแล้วหกในลักษณะเดียวกัน
ผู้วิจัยมักใช้ข้อความว่า
ผลการวิจัยครั้งนี้สอดคล้องกับงานวิจัยของ..................................................ที่พบว่า.............................อธิบายให้เห็นนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก
เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้วิจัยมีความรู้เข้าใจเรื่องนั้นๆ มากน้อยเพียงใด
มีการประมวลหลักการแนวคิด
ทฤษฎีที่ผู้วิจัยใช้สร้างกรอบความคิดในการวิจัยมาอภิปรายผลการวิจัย
หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจสิ่งนั้นวิจัยมาว่า
“ทั้งนี้จาก...........................(ให้เหตุผล)...........................”
หรือ
“ทั้งนี้เป็นเพราะ..................(ให้เหตุผล).....................”
ข้อคำนึงในการอภิปรายผลการวิจัย
สิ่งที่จะต้องทำในการเขียนอภิปรายผลการวิจัยมีดังนี้
1. การอภิปรายผลควรอภิปรายตรงประเด็นตามสมมุติฐาน
หรือวัตถุประสงค์การวิจัยที่ตั้งไว้ทั้งนี้จะต้องอภิปรายภายในขอบเขตการวิจัยด้วย
2. เนื่องจากการอภิปรายผลการวิจัย
เป็นการใช้ความคิดของผู้วิจัยในการวิพากษ์วิจารณ์ผลการวิจัย ดังนั้น จึงมีโอกาสที่จะทำให้เกิดความลำเอียงได้มาก
ผู้วิจัยจึงต้องพยายามขจัดความลำเอียงดังกล่าวโดยการยึดหลักเหตุผล
ตลอดจนข้อความจริงต่างๆ เป็นแนวทางในการอภิปรายผลการวิจัย
3. กรณีผลการวิจัยเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้
ผู้วิจัยควรอภิปรายผลการวิจัยโดยใช้แนวคิดทฤษฎีที่นำมาใช้สร้างกรอบความคิดมาช่วยอธิบายข้อค้นพบที่เกิดขึ้น
4.
กรณีผลการวิจัยไม่เป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้
ผู้วิจัยต้องหาเหตุผลมาประกอบการอธิบายและอาจจากกระบวนการในการวิจัยได้ดำเนินการว่ามีจุดอ่อนที่ใดบ้าง
ตัวแปรที่นำมาศึกษาเหมาะสมกับแนวคิด ทฤษฎีนั้นๆหรือไม่
แนวทางการเขียนอภิปรายผลการวิจัย
การเขียนอภิปรายผลการวิจัยเป็นส่วนที่สำคัญมาก
เพราะเป็นการนำผลการวิจัยที่พบ มาแสดงความคิดเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์
สิ่งที่ต้องระมัดระวังก็คือ การวิพากษ์วิจารณ์นั้นต้องมีเหตุผล
มีทฤษฎีหรืองานวิจัยรองรับไม่ใช่เป็นการเดาหรือรู้สึกว่าน่าจะเป็น
แนวทางในการเขียน อภิปรายผลมีข้อเสนอแนะ ดังนี้
1. เขียนเพื่อชี้แจงให้เห็นว่าผลการวิจัยที่ได้สอดคล้องหรือขัดแย้งกับหลักการทฤษฎี
หรือผลการวิจัยของผู้อื่นที่ทำไว้อย่างไร
ถ้าขัดแย้งให้เสนอความคิดเห็นหรือเหตุผลหรือ ข้อจำกัดที่ทำให้ผล ที่ได้เป็นเช่นนั้น
2. ในการอภิปรายควรแยกประเด็นอภิปรายไปทีละประเด็น
ไม่ควรอภิปรายสับสนไป ทุกเรื่อง
เมื่ออภิปรายประเด็นใดก็อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องนั้นจดหมด
แล้วจึงหยิบประเด็นอื่นอภิปรายต่อไป
3. ในการอภิปรายผลการวิจัย
ไม่จำเป็นต้องอภิปรายทุกรายการตามข้อสรุป ผลการวิจัย ควรยกประเด็นที่น่าสังเกต
หรือโดดเด่น หรือประเด็นที่ปรากฏข้อสรุปไม่เป็นไปตามสมมุติฐาน การวิจัยหรือไม่สามารถแก้ปัญหาการเรียนการสอนได้
การเขียนอภิปรายผลให้น่าอ่าน
การอภิปรายผลที่ดีต้องสามารถสื่อสารให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย
โดยการเรียงลำดับข้อมูลในองค์ประกอบต่าง ๆ ให้ครบถ้วน และเขียนเป็นลำดับขั้นตอนให้อ่านได้ง่าย
ดังนี้
1. ไม่ควรอภิปรายผลจากผลการวิจัยทั้งหมด
ควรเลือกเฉพาะสิ่งที่เราสนใจ หรือเป็นสิ่งสำคัญในแต่ละประเด็น สำหรับการอภิปรายผลในเชิงลึกในแต่ละด้าน
2. ควรเริ่มต้นอภิปรายผลด้วยผลการวิจัยเชิงปริมาณ
และตามด้วยผลการวิจัยเชิงคุณภาพ
3. ควรให้เหตุผลและมีการอ้างอิงผลงานคนอื่นอย่างน้อย
3 คนในแต่ละประเด็น
3. ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะการวิจัย
หมายถึง ประเด็นที่ผู้วิจัย เสนอแนะขึ้นมาจากผลการวิจัยหรือข้อค้นพบจากการวิจัย
โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อให้ข้อมูล คำแนะนำ แนวทาง หรือวิธีการใดๆ
แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประการสำคัญคือ
ผู้วิจัยควรให้ข้อเสนอแนะในสิ่งที่เป็นไปได้
ทั้งนี้เพื่อให้ข้อเสนอแนะมีความน่าเชื่อถือ ผู้วิจัยอาจนำข้อมูลจากวรรณกรรมมา
อ้างอิงหรือสนับสนุนข้อเสนอแนะนั้นด้วยก็ได้ การเขียนข้อเสนอแนะ
ไม่ควรเขียนกว้างจนเกินไป โดยผู้วิจัยควรให้
ข้อเสนอแนะที่ให้คำตอบชัดเจนว่าผู้ที่เกี่ยวข้องควรทำอะไร ด้วยวิธีการหรือแนวทาง
อย่างไร เพื่อนำข้อเสนอแนะไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ
เช่น การพัฒนา การปรับปรุง การเปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
หรือการบริหารจัดการ เป็นต้น
ข้อเสนอแนะจึงเป็นส่วนที่สำคัญของการวิจัย
เพราะเป็นส่วนที่ผู้อ่านหรือ ผู้ที่เกี่ยวข้องจะสามารถนำผลการวิจัยไปปฏิบัติหรือนำไปใช้ประโยชน์และยังสามารถนำไปใช้ในการทำการวิจัยต่อไป
ประการสำคัญคือ
ผู้วิจัยควรให้ข้อเสนอแนะในสิ่งที่เป็นไปได้
ทั้งนี้เพื่อให้ข้อเสนอแนะมีความน่าเชื่อถือ ผู้วิจัยอาจนำข้อมูลจากวรรณกรรมมา
อ้างอิงหรือสนับสนุนข้อเสนอแนะนั้นด้วยก็ได้ การเขียนข้อเสนอแนะ
ไม่ควรเขียนกว้างจนเกินไป โดยผู้วิจัยควรให้
ข้อเสนอแนะที่ให้คำตอบชัดเจนว่าผู้ที่เกี่ยวข้องควรทำอะไร ด้วยวิธีการหรือแนวทาง
อย่างไร
หลักสำคัญของข้อเสนอแนะ คือ
ข้อเสนอแนะต้องมาจากผลการวิจัย
และควรเป็นข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์
โดยข้อเสนอแนะอาจเป็นเชิงนโยบายหรือเชิงปฏิบัติก็ได้ และนิยมเขียนข้อเสนอแนะเป็นรายข้อมากกว่าความเรียง
แนวทางการเขียนข้อเสนอแนะ
หลังจากที่ผู้วิจัยได้สรุปและอภิปรายผลการวิจัยแล้วจะเขียนข้อเสนอแนะที่เกี่ยวกับการนำผลการวิจัยไปปฏิบัติหรือนำไปใช้ประโยชน์และยังสามารถนำไปใช้ในการทำการวิจัยต่อไป
ดังนั้นข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ การเขียนข้อเสนอแนะสามารถเขียนได้เป็น
2 ประเด็น ดังนี้
1. ข้อเสนอแนะที่ได้จากการทำวิจัย
เป็นข้อเสนอแนะจากผลการวิจัยที่ผู้วิจัยต้องเขียนข้อเสนอแนะตามผลการวิจัยหรือข้อค้นพบที่ได้
โดยอาจนำเสนอข้อเสนอแนะได้ทั้งในเชิงนโยบาย หรือเชิงปฏิบัติก็ได้ ทั้งนี้ อาจเป็นการเสนอแนะเกี่ยวกับวิธีการทำวิจัยการนำผลการวิจัยไปปรับใช้หรือมีลู่ทางที่จะนำไปใช้ประโยชน์อย่างไรบ้าง
2. ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยในครั้งต่อไป
งานวิจัยส่วนใหญ่มักจะมีข้อจำกัดหรือข้อบกพร่องอยู่บ้าง
เนื่องจากผู้วิจัย ไม่สามารถศึกษาวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้ครอบคลุมหรือมีความสมบูรณ์ได้ทุกด้าน
เช่น ข้อจำกัดเรื่องขอบเขตเนื้อหาที่ศึกษา การเข้าถึงประชากรหรือการเลือก ตัวอย่าง
ตลอดจนระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล หรืองบประมาณ เป็นต้น ทั้งนี้
เพื่อให้งานวิจัยมีความสมบูรณ์หรือมีการพัฒนาต่อไป ผู้วิจัยอาจมี
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยในครั้งต่อไป
เพื่อให้ผู้อื่นที่สนใจในหัวข้อใกล้เคียงสามารถ
นำประเด็นที่เสนอแนะไว้ไปศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในอนาคต เช่น การขยายขอบเขตการวิจัย
การเพิ่มตัวแปร การศึกษาประชากรกลุ่มอื่นๆ หรือการศึกษาเปรียบเทียบ เป็นต้น
กล่าวโดยสรุปบทที่ 5
1.
หากต้องการทราบผลการวิจัยโดยสรุปสั้น ๆ ให้อ่านบทที่ 5
2.
สิ่งที่สำคัญมากที่สุดในบทนี้ก็คือ การอภิปรายผล ซึ่งผู้วิจัยต้องแสดงความสามารถในการวิจารณ์
ถึงเหตุและผลของการวิจัยที่ค้นพบ ว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะอะไร หรือทำไมจึงได้ผลเช่นนั้น
ในทางวัดผล ถือเป็นพฤติกรรมขั้นสังเคราะห์ความสัมพันธ์
คือ ทำการวิพากษ์วิจารณ์ ถึงผลที่ได้จากการวิจัย ส่วนที่จะสอดคล้องกับผลการวิจัยของใครที่ทำมาก่อนหน้านี้ก็เอามาเขียนทีหลัง
ซึ่งไม่สำคัญเท่ากับการสังเคราะห์ความสัมพันธ์
3.
ข้อเสนอแนะให้กับผู้ที่จะทำวิจัย หรือการนำผลงานวิจัยไปใช้ ต้องเสนอแนะตาม
ผลที่เกิดจากผลของการวิจัยเท่านั้น
วิธีเขียน บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
ในการเขียนอาจเขียนได้ 2 ลักษณะขึ้นอยู่กับรูปแบบของสถาบันแต่ละแห่งกำหนด
ในทีนี้สามารถ เขียนแบบอย่างง่ายเพียง 3 หัวข้อสำคัญคือ 1)
สรุปผล 2) อภิปรายผล และ 3) ข้อเสนอแนะ ดังนี้
สรุปผลการวิจัย (สรุปเป็นข้อ
ๆ ตามวัตถุประสงค์การวิจัย)
........................................................................................................................................................
อภิปรายผล (คือการเขียนที่เน้นการนำผลการวิจัยมาให้เหตุผลว่าที่ผลการวิจัยพบเช่นนี้เกิดจากสาเหตุอะไรหรือเป็นเพราะอะไร
สอดคล้องหรือขัดแย้งกับแนวคิดของนักวิชาการ ผลงานวิจัยของใครบ้าง อย่างไร
ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า
.............................................................................................................................................................
ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด/งานวิจัยของ
..................................................................................................
ที่ว่า ......................................................................................................................................................
ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ (ต้องได้จากสิ่งที่ค้นพบจากการวิจัยเท่านั้น)
1. จากผลการวิจัยพบว่า
.............................................................................................................................................................
ดังนั้น (ใครควรทำอะไรกับใครอย่างไร)
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป
(แง่มุมใดบ้างที่ยังไม่มีการศึกษา
หรือควรศึกษาเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ผู้วิจัยทำการวิจัย)
.............................................................................................................................................................
ศึกษาวิธีเขียนรายงานวิจัยบทที่ 5
เรื่องที่
1
การพัฒนาหนังสือผ้าเพื่อเรียนรู้สีสําหรับเด็กปฐมวัย
DEVELOPMENT OF COLOR LEARNING CLOTH BOOK FOR EARLY CHILDHOOD
AGED.
การเขียนแบบเรียงหัวข้อ
-
ความมุ่งหมายของวิจัย
-
สมมุติฐานการวิจัย
-
ขอบเขตของการวิจัย
-
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
-
ขั้นตอนดำเนินการวิจัย
-
สรุปผลการวิจัย
-
อภิปรายผล
-
มีภาพประกอบ
-
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
เรื่องที่ 2
ประสิทธิผลของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี
EFFECTIVENESS
OF CREATIVE ART BY USING DRAWINGAND COLORING TECHNIQUES FOR ENHANCINGCREATIVE
THINKING IN PRIMARY CHILDHOOD
- เกรินคราวๆ
ลำดับขั้นของการวิจัยและผลการวิจัย ดังนี้
- ความมุ่งหมายของการวิจัย
- สมมติฐานของการวิจัย
- ขอบเขตของการวิจัย
- ประชากรที่ใช้ในการวิจัย
- กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย
- ตัวแปรที่จะศึกษา
- เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
- วิธีดำเนินการวิจัย
- การวิเคราะห์ข้อมูล
- สรุปผลการวิจัย
- อภิปรายผลการวิจัย
- ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้
- ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
เรื่องที่
3
ผลของการจัดประสบการณ์ทางภาษาโดยใช้ศิลปะแบบบูรณาการที่มีต่อความสามารถในการพูดเล่าเรื่องของเด็กอนุบาล
EFFECTS OF
ORGANIZING EXPERIENCES IN LANGUAGE ARTS BY USING ART INTEGRATION
ON NARRATIVE ABILITY OF KINDERGARTENERS
-
เกริ่นคราวๆ เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย
-
สรุปผลการวิจัย
-
อภิปรายผลการวิจัย
-
ข้อเสนอแนะ
|
หัวข้อที่วิเคราะห์ |
เรื่องที่ 1 การพัฒนาหนังสือผ้า เพื่อเรียนรู้สีสำหรับเด็กปฐมวัย |
เรื่องที่ 2 ประสิทธิผลของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี
เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัย |
เรื่องที่ 3 ผลของการจัดประสบการณ์ทางภาษาโดยใช้ศิลปะแบบบูรณาการที่มีต่อความสามารถในการพูดเล่าเรื่องของเด็กอนุบาล |
ความแตกต่าง |
|
1.สรุปผลการวิจัย |
การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยมีหลักสําคัญ4
ประการ 1. สิ่งเร้าหรือตัวกระตุ้นการเรียนรู้ 2.ตัวกลางหรือตัวสื่อ 3.เซลล์ประสาทสัมผัส
4.สมองหรือระบบประสาทส่วนกลางเป็นต้น การพัฒนาหนังสือผ้า มี 2ด้าน คือด้านการมองเห็นและการสัมผัส
จากผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญพบว่าหนังสือผ้าเพื่อเรียนรู้
สีของเด็กปฐมวัยอยู่ในระดับดี ผลการศึกษาเรียนรู้ เรื่องสี หลังเรียนรู้
ด้วยหนังสือผ้าเพื่อเรียนรู้สีของเด็กปฐมวัยสูงกว่าก่อนเรียนรู้อย่างมีนัยสําคัญ |
1. เด็กปฐมวัยกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาด
รูประบายสี
มีความคิดสร้างสรรค์ที่สูงขึ้นกว่าก่อนการได้รับการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทาง
สถิติที่ระดับ .05 2. เด็กปฐมวัยกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี
มีความคิดสร้างสรรค์ไม่แตกต่างกันกับเด็กปฐมวัยกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับการจัด
กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี |
1. หลังการทดลอง
เด็กอนุบาลที่ได้รับการจัดประสบการณ์ทางภาษาโดยใช้ศิลปะแบบบูรณาการมีค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการพูดเล่าเรื่องใน
4
ด้านสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ. 01 2. หลังการทดลอง
เด็กอนุบาลที่ได้รับการจัดประสบการณ์ทางภาษาโดยใช้ศิลปะแบบบูรณาการมีค่าเฉลี่ยคะแนนของความสามารถในการพูดเล่าเรื่องใน
4 ด้านสูงกว่าค่าเฉลี่ยคะแนนของเด็กอนุบาลที่ ได้รับการจัดประสบการณ์ทางภาษาแบบปกติ
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 |
ทั้ง 3 เรื่อง มีการเขียนลำดับสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย
หรือสมมติฐานการวิจัย และได้อยู่ในขอบเขตที่ได้นิยามไว้ โดยเรื่องที่ 1
จะเขียนสรุปเป็นความเรียง เรื่องที่2 และเรื่องที่ 3 จะเขียนสรุปเป็นข้อๆ |
|
หัวข้อที่วิเคราะห์ |
เรื่องที่ 1 การพัฒนาหนังสือผ้า เพื่อเรียนรู้สีสำหรับเด็กปฐมวัย |
เรื่องที่ 2 ประสิทธิผลของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี
เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัย |
เรื่องที่ 3 ผลของการจัดประสบการณ์ทางภาษาโดยใช้ศิลปะแบบบูรณาการที่มีต่อความสามารถในการพูดเล่าเรื่องของเด็กอนุบาล |
ความแตกต่าง |
|
2. อภิปรายผล |
จากการศึกษาและวิจัยพัฒนาหนังสือผ้าเพื่อเรียนรู้สีสำหรับเด็กปฐมวัยช่วงอายุ
2-4 ปี ครั้งนี้ พบว่า
ผลการประเมินคุณภาพสื่อหนังสือผ้าเพื่อเรียนรู้สีของเด็กปฐมวัยจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง
3 ท่าน อยู่ในเกณฑ์ดี และผลการศึกษาเรียนรู้
เรื่องสีหลังเรียนรู้ ด้วยหนังสือผ้าเพื่อเรียนรู้ สีของเด็ก
ปฐมวัยเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ คือ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
.05 หนังสือผ้าเพื่อเรียนรู้เรื่องสีของเด็กปฐมวัยส่งผลให้ผู้เรียนรู้จักสีมากยิ่งขึ้น 1.
ผลการพัฒนาหนังสือผ้าเพื่อเรียนรู้สีสำหรับเด็กปฐมวัยผู้วิจัยออกแบบและพัฒนาหนังสือผ้า
ตามหลักการขั้นตอนออกแบบสื่อของ ทฤษฏีADDIE Model เป็นการออกแบบสื่อการสอนที่เป็นที่นิยม 2.
ผลการศึกษาการเรียนรู้เรื่องสีโดยใช้หนังสือผ้าเพื่อเรียนรู้สีของเด็กปฐมวัย
สรุปได้ว่า
การทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนการพัฒนาหนังสือผ้าเพื่อเรียนรู้สี
ใช้สถิติทดสอบค่าที ใช้สถิติทดสอบค่าที
(t -
test) พบว่า ผลสัมฤทธิ์การพัฒนาหนังสือผ้าเพื่อเรียนรู้สี
ของเด็กปฐมวัยจากคะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน |
จากสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 1 คือ
คะแนนเฉลี่ยความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่
ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสีสูงขึ้น
หลังจากได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี
จากผลการวิจัย พบว่า เด็กปฐมวัยที่
ได้รับการจัดกิจกรรมเทคนิคการวาดรูประบายสีมีความคิดสร้างสรรค์สูงขึ้น
หลังจากได้รับการจัด กิจกรรมเทคนิคการวาดรูประบายสี ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้
ทั้งนี้เป็นเพราะเด็ก
ปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสีนั้นได้รับ
การฝึกฝนและเสริมสร้างพัฒนาการทางความคิดสร้างสรรค์ ส่วนสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 2 คือ
คะแนนเฉลี่ยความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่
ได้รับการจัดกิจกรรมเทคนิคการวาดรูประบายสีสูงกว่าเด็กปฐมวัยที่ไม่ได้รับการจัดกิจกรรมเทคนิค
การวาดรูประบายสี จากผลการวิจัย พบว่า
คะแนนเฉลี่ยเด็กปฐมวัยกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัด
กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิค การวาดรูประบายสีมีความคิดสร้างสรรค์ไม่แตกต่างกันกับเด็กปฐมวัยกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบาย
สีทั้งนี้เป็นเพราะความคิดสร้างสรรค์เกิดได้จากความคิดฝันร่วมกับการมีจินตนาการ ซึ่งสามารถ
เกิดขึ้นได้หลายวิธี เช่น การได้ฟังนิทานดี ๆ หรือการดูการ์ตูนที่ดี |
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการจัดประสบการณ์ทางภาษาโดยใช้ศิลปะแบบบูรณาการพบว่า
กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการพูดเล่าเรื่องทั้ง 4
ด้านสูงขึ้นกว่าก่อนการทดลอง
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการจัดประสบการณ์ทางภาษาโดยใช้ศิลปะแบบบูรณาการนั้นสามารถส่งเสริมความสามารถในการพูดเล่าเรื่องของเด็กอนุบาล
ผู้วิจัยจึงมีประเด็นอภิปราย ดังนี้ 1.
กระบวนการจัดประสบการณ์ทางภาษาโดยใช้ศิลปะแบบบูรณาการ ขั้นที่
1 การเชื่อมโยงประสบการณ์ ขั้นที่
2 การนำเสนอความรู้ ขั้นที่
3 การสรุปและประเมินผล ขั้นที่
4 การเรียนรู้ด้วยตนเอง 2.
สื่อที่ใช้ในการจัดประสบการณ์ทางภาษาโดยใช้ศิลปะแบบบูรณาการ 1) ผลงานศิลปะ 2)
นิทาน 3.
บทบาทครูในการจัดประสบการณ์ทางภาษาโดยใช้ศิลปะแบบบูรณาการ 1) การใช้คำถามที่ 2) การเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ภาษาของครู |
วิจัยเรื่องที่
2 และเรื่องที่ 3
มีแนวทางในการเขียนอภิปรายผลที่คล้ายคลึงกันตามหลักการเขียนอภิปรายผล
ซึ่งมี 4 ประการ ดังนี้ คือ 1. ศึกษาอะไร 2. ผลที่ได้รับ 3. เหตุผลที่ได้ 4. ยืนยันผลที่ได้รับ และมีการนำสมมติฐานในการวิจัยมาเขียนอภิปรายผลเป็นข้อๆ
มีความสอดคล้องกับนักทฤษฎี และงานวิจัยที่นำมาศึกษา ส่วนวิจัยเรื่องที่ 1 จะแตกต่าง คือ ไม่มีการอภิปรายตามสมมติฐานที่ตั้งไว้แต่จะอภิปรายผลในรูปแบบการบรรยายการทดลองและมีรูปภาพประกอบ |
|
หัวข้อที่วิเคราะห์ |
เรื่องที่
1 การพัฒนาหนังสือผ้า เพื่อเรียนรู้สีสำหรับเด็กปฐมวัย |
เรื่องที่
2 ประสิทธิผลของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี
เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัย |
เรื่องที่
3 ผลของการจัดประสบการณ์ทางภาษาโดยใช้ศิลปะแบบบูรณาการที่มีต่อความสามารถในการพูดเล่าเรื่องของเด็กอนุบาล |
ความแตกต่าง |
|
3.ข้อเสนอแนะ |
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป การวิจัยเรื่องนี้สามารถนำไปใช้ในการทำหนังสือผ้าให้หลากหลาย
บูรณาการด้านอื่นเพิ่มเติม เช่น ใส่เสียงเพิ่มเติมในหน้ากิจกรรมต่างๆ
เพิ่มความความน่าสนใจให้ตัวสื่อ
สอดแทรกคำศัพท์ภาษาอังกฤษหรือภาษาจีนให้เหมาะสมตามยุคสมัย
เป็นการบูรณาการกับวิชาภาษาต่างประเทศ |
ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ การทำวิจัยเรื่องนี้สามารถนำชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสีและแบบสังเกตพฤติกรรมก่อนนำไปใช้ได้
การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี
ส่งผลต่อความคิดอย่างอิสระของเด็ก ดังนั้น การนำไปใช้ควรจัดภายใต้บรรยากาศ
แบบประชาธิปไตยเพื่อเปิดโอกาสให้ เด็กได้แสดงออกทางความคิดได้มากที่สุด ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป การวิจัยเรื่องนี้สามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสีซึ่งส่งผลให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ของที่สูงขึ้น
และควรส่งเสริมให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง |
ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ การทำวิจัยเรื่องนี้สามารถนำการจัดประสบการณ์ทางภาษาโดยใช้ศิลปะแบบบูรณาการ
และแบบวัดความสามารถในการพูดเล่าเรื่องของเด็กอนุบาลไปใช้
ควรศึกษาและทำความเข้าใจถึงเนื้อหาโดยละเอียดเพื่อให้เกิดประสิทธิผลกับเด็กมากที่สุด
ควรจัดสภาพแวดล้อมโดยใช้สื่อศิลปะในรูปแบบที่หลากหลาย มีความสอดคล้อง กับเนื้อหาที่สอน
การสร้างบรรยากาศที่เอื้อการเรียนรู้และการทำกิจกรรม
เพื่อนำมาออกแบบการจัดกิจกรรมให้มีความเหมาะสม ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป
การวิจัยเรื่องนี้สามารถนำไปใช้เพื่อส่งเสริมความสามารถทางภาษา
หรือทักษะในด้านอื่นๆ ของเด็กในระดับชั้นต่างๆ
การจัดประสบการณ์ทางภาษาโดยใช้ศิลปะแบบบูรณาการในศาสตร์อื่นๆ |
วิจัยเรื่องที่
2 และเรื่องที่3 มีข้อเสนอแนะครบตามหลักการเขียนวิจัย คือ
มีข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ และข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งถัดไป แต่เรื่องที่
1 มีข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งถัดไปเพียงอย่างเดียว
ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ไม่ได้ระบุไว้ |
อ้างอิง
ณัฐฐา
สีเขียว. (2558).
ผลของการจัดประสบการณ์ทางภาษาโดยใช้ศิลปะแบบบูรณาการที่มีต่อ
ความสามารถในการพูดเล่าเรื่องของเด็กอนุบาล. ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย
ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะครุศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
นิชาพิชญ พละบุรี. (2562). การพัฒนาสื่อการสอนร้องเพลงตามแนวคิดดาลโครซ (Dalcroze
Method)
สำหรับเด็กปฐมวัย. การศึกษามหาบัณฑิต
สาขาวิชาศิลปศึกษา
คณะศิลปกรรมศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
บุญชม
ศรีสะอาด. (2535). การวิจัยเบื้องต้น.
พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร:
สุวีริยาสาส์น.
วาโร
เพ็งสวัสดิ์. (2547). “การอภิปรายผลการวิจัย: หัวใจของการวิจัย.”
วารสารวิทยบริการ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. 15 : 74-79.
สุภิชชา วิรัชสกุลทิพย์. (2562). การพัฒนาหนังสือผ้าเพื่อเรียนรู้สีสําหรับเด็กปฐมวัย.
การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาศิลปศึกษา
คณะศิลปกรรมศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
สมนึก
ภัททิยธนี. (2557).
“หลักการเขียนรายงานวิจัย 5 บท.” วารสารการวัดผลการศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. 20 : ฉ.2 ธันวาคม 2557.
อัมรัตน์
ตั้งพิทักษ์ไพบูลย์. (2562). ประสิทธิผลของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาด
รูประบายสีเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัย. ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ คณะมนุษยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น