การเขียนรายงานวิจัยบทที่ 5

 

การเขียนรายงานวิจัยบทที่ 5

 

บทที่ 5 : สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ

          หลักการเขียนและวิธีเขียน

          ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างบทที่ 5 ในงานวิจัย 3 เรื่อง ที่นำมาศึกษา

อ้างอิง

หลักการเขียน

บทที่ 5  สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ

 

 บทที่ 5 เป็นส่วนที่แสดงบทสรุปความสำคัญจากงานวิจัย โดยส่วนใหญ่จะแสดงวัตถุประสงค์งานวิจัย วิธีดำเนินการวิจัย และ ผลการวิจัยที่ค้นพบ ในหัวข้อนี้จะเป็นการเขียนด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายไม่นำเสนอตัวเลขสถิติที่ซับซ้อนโดยถือว่าเป็นสรุปสาระสำคัญของการทำวิจัยเรื่องนั้นจริง ๆ ในบทนี้จะต้องเขียนให้สั้นและได้ใจความเพื่อชี้แจงว่า เป็นการอธิบายถึงผลสรุปจากทุกบทที่ผ่านมาและข้อค้นพบที่ได้จากการวิจัยซึ่งเป็นผลการวิจัยอย่างย่อโดยยึดวัตถุประสงค์และสมมติฐานของการวิจัยเป็นหลัก ควรเขียนในลักษณะการตีความจากข้อมูลให้สั้นกระชับ และเรียงลำดับตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อชี้ให้เห็นว่าผลการวิจัยได้บรรลุหรือไม่บรรลุวัตถุประสงค์อย่างไรบ้าง และจากการวิจัยเราพบว่ามีส่วนใดบ้างที่ผลการวิจัยสอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับสมมติฐาน ควรสรุปในภาพรวม   โดยจุดเน้นของบทนี้ คือ การนำเสนอข้อสรุป หรือข้อค้นพบที่ได้จากการใช้นวัตกรรม โดยเขียนให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ของการวิจัย การอภิปรายผลการวิจัยโดยอิงแนวคิดของผู้วิจัย รวมทั้งการให้ข้อเสนอแนะ โดยใช้ข้อค้นพบจากผลการวิจัยครั้งนี้ จึงทำให้บทนี้ต้องมีสาระสำคัญครบถ้วนสำหรับผู้อ่านงานวิจัยพร้อมที่จะนำไปปรับใช้ได้

         

1. สรุปผลการวิจัย

   การสรุปผลเป็นการรวบรวมนำผลวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้แปลความหมายไว้แล้วมาเขียนสรุป เป็น ข้อๆ เพื่อตอบคำถามต่อปัญหาวิจัย การเขียนสรุปผลนี้ ควรเขียนให้มีลำดับสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย หรือสมมติฐานการวิจัย โดยเขียนให้รับกันเป็นข้อๆ หรือเรียงความ เพื่อให้แน่ใจว่าได้ข้อสรุปผลที่ตอบคำถามครบถ้วนทุกประเด็น ดังนั้นการสรุปผลจึงถือว่าเป็นการตอบคำถามต่อปัญหาวิจัยที่ต้องอยู่ภายในขอบเขตของข้อมูล

          หลักเกณฑ์ในการเขียนสรุปผล (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540)

1.       เขียนเป็นประโยคบอกเล่าที่ชัดเจน รัดกุม ชี้เฉพาะและอยู่ในลักษณะข้อความที่เป็นการตอบวัตถุประสงค์หรือสมมุติฐานของการวิจัย

2.       ต้องตั้งอยู่บนฐานของข้อมูลเท่านั้นไม่ใช้ความเห็นของผู้วิจัย

3.       การสรุปผลต้องสรุปภายในขอบเขตของปัญหาที่ได้นิยามไว้เท่านั้น

4.       การสรุปผลต้องอาศัยเหตุผลที่ผ่านการคิดใคร่ครวญอย่างรอบคอบ ซึ่งก็คือการใช้เหตุผลขั้นสูงตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์

          แนวทางการเขียนสรุปผล มีดังนี้

         สรุปผลการวิจัยเป็นการนำผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากบทที่ 4 มาสรุปหรือเขียน อย่างย่อ ๆ เขียนเฉพาะส่วนที่เป็นผลสำคัญ ไม่ควรเขียนถึงรายละเอียดปลีกย่อยทั้งหมด การสรุปอาจสรุปเป็นข้อความติดต่อกันไปในลักษณะเป็นข้อๆหรือเรียงความ (แต่เขียนให้อยู่ในลักษณะย่อความแบบจับใจความสำคัญ) หรือ อาจจะเขียนแบ่งเป็นส่วน ๆ แล้วกำหนดหัวข้อให้ชัดเจน และไม่ควรลอกข้อความที่แปลผล อยู่ได้ตารางแต่ละตารางมาโดยตรง เพราะเป็นการเสนอซ้ำและยืดยาว โดยมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมสำหรับ การเขียนสรุปผลการวิจัยอีก 3 ประการ ดังนี้

            1. ก่อนที่จะถึงข้อความที่เป็นข้อสรุปผลการวิจัย ควรมีข้อความสรุปส่วนที่เป็นข้อมูล พื้นฐานก่อน โดยอาจเขียนสรุปในหัวข้อ จุดประสงค์ของการวิจัย สมมติฐานของการวิจัย นวัตกรรมที่นำมาใช้แก้ปัญหา รูปแบบและวิธีการดำเนินการใช้นวัตกรรม เป็นต้น

               2. การเขียนสรุปผลการวิจัยควรเขียนสรุปสั้นๆ กระชับ สอดคล้องและเรียงลำดับ ตามจุดประสงค์ของการวิจัย โดยเขียนตามข้อมูลที่ปรากฏ ไม่แทรกความคิดเห็นใด ๆ ของผู้วิจัย

                3. การสรุปผลการวิจัยเป็นการเขียนในระดับการตีความ

2. อภิปรายผล

  การอภิปรายผลของการวิจัยเป็นขั้นตอนที่ผู้วิจัยจะกระทำภายหลังจากสรุปผลการวิจัยซึ่งถือว่าเป็น “หัวใจของการวิจัย” เนื่องจากขั้นตอนนี้เป็นการอธิบายให้เหตุผล โดยอาศัยหลักการ แนวคิด ทฤษฎีที่ผู้วิจัยใช้สร้างกรอบแนวคิดในการวิจัยอภิปรายผลการวิจัย หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจในสิ่งนั้น

     ความหมายของการอภิปรายผลการวิจัย

     การอภิปรายผลการวิจัย คือ การแปลผลข้อค้นพบจากการวิจัยในลักษณะตีความและประเมินผลเพื่ออธิบายและยืนยันความสอดคล้องและความแตกต่างระหว่างข้อค้นพบกับสมมติการวิจัย และอภิปรายเพื่อเชื่อมโยงระหว่างผลการวิจัยที่ผ่านมา ตลอดจนแนวคิดทฤษฎีที่ใช้เป็นกรอบความคิดในการวิจัยว่ามีความสอดคล้องหรือขัดแย้งกันอย่างไร

          หลักการเขียนอภิปรายผลการวิจัย

          การเขียนอภิปรายผลการวิจัยมีหลักการเขียน 4 ประการ

               1. ศึกษาอะไร

                    ในขั้นตอนนี้ให้ผู้วิจัยบอกให้ผู้อ่านทราบว่างานวิจัยชิ้นนี้มีสมมติฐาน หรือวัตถุประสงค์ของการวิจัยอย่างไร ผู้วิจัยมักจะใช้ข้อความว่า

“จากสมมติฐานข้อที่ 1 ที่ว่า............................”

               2. ผลที่ได้รับเป็นอย่างไร

                    ในขั้นตอนนี้ผู้วิจัยจะกล่าวถึงข้อค้นพบที่ได้หลังจากที่ได้ทดสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้ ผู้วิจัยมักจะใช้ข้อความว่า “ผลการวิจัยพบว่า............................อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ(.01 หรือ .05)”(กรณีที่มีนัยสำหรับทางสถิติ)หรือ”ผลการวิจัยพบว่า......................”(กรณีที่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ)”

               3. เหตุใดผลที่ได้จึงเป็นเช่นนั้น

                  ในขั้นตอนนี้ผู้วิจัยจะต้องใช้เหตุผลว่าผลการวิจัยที่ค้นพบ (ผลตามข้อ 2) เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

               4. ยืนยันผลที่ได้อย่างไร

                    ในขั้นตอนนี้เป็นการยืนยันผลการวิจัยด้วยการบอกให้ผู้อ่านทราบว่าชอบคนที่มีใครทำวิจัยแล้วหกในลักษณะเดียวกัน ผู้วิจัยมักใช้ข้อความว่า

     ผลการวิจัยครั้งนี้สอดคล้องกับงานวิจัยของ..................................................ที่พบว่า.............................อธิบายให้เห็นนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้วิจัยมีความรู้เข้าใจเรื่องนั้นๆ มากน้อยเพียงใด มีการประมวลหลักการแนวคิด ทฤษฎีที่ผู้วิจัยใช้สร้างกรอบความคิดในการวิจัยมาอภิปรายผลการวิจัย หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจสิ่งนั้นวิจัยมาว่า

                    “ทั้งนี้จาก...........................(ให้เหตุผล)...........................”

                    หรือ “ทั้งนี้เป็นเพราะ..................(ให้เหตุผล).....................”

          ข้อคำนึงในการอภิปรายผลการวิจัย

                    สิ่งที่จะต้องทำในการเขียนอภิปรายผลการวิจัยมีดังนี้

                       1. การอภิปรายผลควรอภิปรายตรงประเด็นตามสมมุติฐาน หรือวัตถุประสงค์การวิจัยที่ตั้งไว้ทั้งนี้จะต้องอภิปรายภายในขอบเขตการวิจัยด้วย

                       2. เนื่องจากการอภิปรายผลการวิจัย เป็นการใช้ความคิดของผู้วิจัยในการวิพากษ์วิจารณ์ผลการวิจัย ดังนั้น จึงมีโอกาสที่จะทำให้เกิดความลำเอียงได้มาก ผู้วิจัยจึงต้องพยายามขจัดความลำเอียงดังกล่าวโดยการยึดหลักเหตุผล ตลอดจนข้อความจริงต่างๆ เป็นแนวทางในการอภิปรายผลการวิจัย

                       3. กรณีผลการวิจัยเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ ผู้วิจัยควรอภิปรายผลการวิจัยโดยใช้แนวคิดทฤษฎีที่นำมาใช้สร้างกรอบความคิดมาช่วยอธิบายข้อค้นพบที่เกิดขึ้น

                       4. กรณีผลการวิจัยไม่เป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ ผู้วิจัยต้องหาเหตุผลมาประกอบการอธิบายและอาจจากกระบวนการในการวิจัยได้ดำเนินการว่ามีจุดอ่อนที่ใดบ้าง ตัวแปรที่นำมาศึกษาเหมาะสมกับแนวคิด ทฤษฎีนั้นๆหรือไม่

 

          แนวทางการเขียนอภิปรายผลการวิจัย

                    การเขียนอภิปรายผลการวิจัยเป็นส่วนที่สำคัญมาก เพราะเป็นการนำผลการวิจัยที่พบ มาแสดงความคิดเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์ สิ่งที่ต้องระมัดระวังก็คือ การวิพากษ์วิจารณ์นั้นต้องมีเหตุผล มีทฤษฎีหรืองานวิจัยรองรับไม่ใช่เป็นการเดาหรือรู้สึกว่าน่าจะเป็น แนวทางในการเขียน อภิปรายผลมีข้อเสนอแนะ ดังนี้

                       1. เขียนเพื่อชี้แจงให้เห็นว่าผลการวิจัยที่ได้สอดคล้องหรือขัดแย้งกับหลักการทฤษฎี หรือผลการวิจัยของผู้อื่นที่ทำไว้อย่างไร ถ้าขัดแย้งให้เสนอความคิดเห็นหรือเหตุผลหรือ ข้อจำกัดที่ทำให้ผล ที่ได้เป็นเช่นนั้น

                       2. ในการอภิปรายควรแยกประเด็นอภิปรายไปทีละประเด็น ไม่ควรอภิปรายสับสนไป ทุกเรื่อง เมื่ออภิปรายประเด็นใดก็อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องนั้นจดหมด แล้วจึงหยิบประเด็นอื่นอภิปรายต่อไป

                       3. ในการอภิปรายผลการวิจัย ไม่จำเป็นต้องอภิปรายทุกรายการตามข้อสรุป ผลการวิจัย ควรยกประเด็นที่น่าสังเกต หรือโดดเด่น หรือประเด็นที่ปรากฏข้อสรุปไม่เป็นไปตามสมมุติฐาน การวิจัยหรือไม่สามารถแก้ปัญหาการเรียนการสอนได้

 

          การเขียนอภิปรายผลให้น่าอ่าน

          การอภิปรายผลที่ดีต้องสามารถสื่อสารให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย โดยการเรียงลำดับข้อมูลในองค์ประกอบต่าง ๆ ให้ครบถ้วน และเขียนเป็นลำดับขั้นตอนให้อ่านได้ง่าย ดังนี้

                 1. ไม่ควรอภิปรายผลจากผลการวิจัยทั้งหมด ควรเลือกเฉพาะสิ่งที่เราสนใจ หรือเป็นสิ่งสำคัญในแต่ละประเด็น สำหรับการอภิปรายผลในเชิงลึกในแต่ละด้าน

                   2. ควรเริ่มต้นอภิปรายผลด้วยผลการวิจัยเชิงปริมาณ และตามด้วยผลการวิจัยเชิงคุณภาพ

                   3. ควรให้เหตุผลและมีการอ้างอิงผลงานคนอื่นอย่างน้อย 3 คนในแต่ละประเด็น

 

3. ข้อเสนอแนะ

          ข้อเสนอแนะการวิจัย หมายถึง ประเด็นที่ผู้วิจัย เสนอแนะขึ้นมาจากผลการวิจัยหรือข้อค้นพบจากการวิจัย โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อให้ข้อมูล คำแนะนำ แนวทาง หรือวิธีการใดๆ แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประการสำคัญคือ ผู้วิจัยควรให้ข้อเสนอแนะในสิ่งที่เป็นไปได้ ทั้งนี้เพื่อให้ข้อเสนอแนะมีความน่าเชื่อถือ ผู้วิจัยอาจนำข้อมูลจากวรรณกรรมมา อ้างอิงหรือสนับสนุนข้อเสนอแนะนั้นด้วยก็ได้ การเขียนข้อเสนอแนะ ไม่ควรเขียนกว้างจนเกินไป โดยผู้วิจัยควรให้ ข้อเสนอแนะที่ให้คำตอบชัดเจนว่าผู้ที่เกี่ยวข้องควรทำอะไร ด้วยวิธีการหรือแนวทาง อย่างไร  เพื่อนำข้อเสนอแนะไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น การพัฒนา การปรับปรุง การเปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน หรือการบริหารจัดการ เป็นต้น

          ข้อเสนอแนะจึงเป็นส่วนที่สำคัญของการวิจัย เพราะเป็นส่วนที่ผู้อ่านหรือ ผู้ที่เกี่ยวข้องจะสามารถนำผลการวิจัยไปปฏิบัติหรือนำไปใช้ประโยชน์และยังสามารถนำไปใช้ในการทำการวิจัยต่อไป

          ประการสำคัญคือ ผู้วิจัยควรให้ข้อเสนอแนะในสิ่งที่เป็นไปได้ ทั้งนี้เพื่อให้ข้อเสนอแนะมีความน่าเชื่อถือ ผู้วิจัยอาจนำข้อมูลจากวรรณกรรมมา อ้างอิงหรือสนับสนุนข้อเสนอแนะนั้นด้วยก็ได้ การเขียนข้อเสนอแนะ ไม่ควรเขียนกว้างจนเกินไป โดยผู้วิจัยควรให้ ข้อเสนอแนะที่ให้คำตอบชัดเจนว่าผู้ที่เกี่ยวข้องควรทำอะไร ด้วยวิธีการหรือแนวทาง อย่างไร      

          หลักสำคัญของข้อเสนอแนะ คือ ข้อเสนอแนะต้องมาจากผลการวิจัย และควรเป็นข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยข้อเสนอแนะอาจเป็นเชิงนโยบายหรือเชิงปฏิบัติก็ได้ และนิยมเขียนข้อเสนอแนะเป็นรายข้อมากกว่าความเรียง

 

          แนวทางการเขียนข้อเสนอแนะ

          หลังจากที่ผู้วิจัยได้สรุปและอภิปรายผลการวิจัยแล้วจะเขียนข้อเสนอแนะที่เกี่ยวกับการนำผลการวิจัยไปปฏิบัติหรือนำไปใช้ประโยชน์และยังสามารถนำไปใช้ในการทำการวิจัยต่อไป ดังนั้นข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ การเขียนข้อเสนอแนะสามารถเขียนได้เป็น 2 ประเด็น ดังนี้

                  1. ข้อเสนอแนะที่ได้จากการทำวิจัย

                    เป็นข้อเสนอแนะจากผลการวิจัยที่ผู้วิจัยต้องเขียนข้อเสนอแนะตามผลการวิจัยหรือข้อค้นพบที่ได้ โดยอาจนำเสนอข้อเสนอแนะได้ทั้งในเชิงนโยบาย หรือเชิงปฏิบัติก็ได้ ทั้งนี้ อาจเป็นการเสนอแนะเกี่ยวกับวิธีการทำวิจัยการนำผลการวิจัยไปปรับใช้หรือมีลู่ทางที่จะนำไปใช้ประโยชน์อย่างไรบ้าง

                  2. ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยในครั้งต่อไป

                    งานวิจัยส่วนใหญ่มักจะมีข้อจำกัดหรือข้อบกพร่องอยู่บ้าง เนื่องจากผู้วิจัย ไม่สามารถศึกษาวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้ครอบคลุมหรือมีความสมบูรณ์ได้ทุกด้าน เช่น ข้อจำกัดเรื่องขอบเขตเนื้อหาที่ศึกษา การเข้าถึงประชากรหรือการเลือก ตัวอย่าง ตลอดจนระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล หรืองบประมาณ เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้งานวิจัยมีความสมบูรณ์หรือมีการพัฒนาต่อไป ผู้วิจัยอาจมี ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยในครั้งต่อไป เพื่อให้ผู้อื่นที่สนใจในหัวข้อใกล้เคียงสามารถ นำประเด็นที่เสนอแนะไว้ไปศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในอนาคต เช่น การขยายขอบเขตการวิจัย การเพิ่มตัวแปร การศึกษาประชากรกลุ่มอื่นๆ หรือการศึกษาเปรียบเทียบ เป็นต้น

 

กล่าวโดยสรุปบทที่ 5

1. หากต้องการทราบผลการวิจัยโดยสรุปสั้น ๆ ให้อ่านบทที่ 5

2. สิ่งที่สำคัญมากที่สุดในบทนี้ก็คือ การอภิปรายผล ซึ่งผู้วิจัยต้องแสดงความสามารถในการวิจารณ์ ถึงเหตุและผลของการวิจัยที่ค้นพบ ว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะอะไร หรือทำไมจึงได้ผลเช่นนั้น ในทางวัดผล  ถือเป็นพฤติกรรมขั้นสังเคราะห์ความสัมพันธ์ คือ ทำการวิพากษ์วิจารณ์ ถึงผลที่ได้จากการวิจัย ส่วนที่จะสอดคล้องกับผลการวิจัยของใครที่ทำมาก่อนหน้านี้ก็เอามาเขียนทีหลัง ซึ่งไม่สำคัญเท่ากับการสังเคราะห์ความสัมพันธ์

 3. ข้อเสนอแนะให้กับผู้ที่จะทำวิจัย หรือการนำผลงานวิจัยไปใช้ ต้องเสนอแนะตาม ผลที่เกิดจากผลของการวิจัยเท่านั้น

 

 

วิธีเขียน บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ

         ในการเขียนอาจเขียนได้ 2 ลักษณะขึ้นอยู่กับรูปแบบของสถาบันแต่ละแห่งกำหนด ในทีนี้สามารถ เขียนแบบอย่างง่ายเพียง 3 หัวข้อสำคัญคือ 1) สรุปผล 2) อภิปรายผล และ 3) ข้อเสนอแนะ ดังนี้

สรุปผลการวิจัย (สรุปเป็นข้อ ๆ ตามวัตถุประสงค์การวิจัย)

........................................................................................................................................................

อภิปรายผล (คือการเขียนที่เน้นการนำผลการวิจัยมาให้เหตุผลว่าที่ผลการวิจัยพบเช่นนี้เกิดจากสาเหตุอะไรหรือเป็นเพราะอะไร สอดคล้องหรือขัดแย้งกับแนวคิดของนักวิชาการ ผลงานวิจัยของใครบ้าง อย่างไร

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า

.............................................................................................................................................................

ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด/งานวิจัยของ ..................................................................................................

ที่ว่า ......................................................................................................................................................

 

ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ (ต้องได้จากสิ่งที่ค้นพบจากการวิจัยเท่านั้น)

1. จากผลการวิจัยพบว่า

.............................................................................................................................................................

ดังนั้น (ใครควรทำอะไรกับใครอย่างไร)

.............................................................................................................................................................

.............................................................................................................................................................

ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป

(แง่มุมใดบ้างที่ยังไม่มีการศึกษา หรือควรศึกษาเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ผู้วิจัยทำการวิจัย)

.............................................................................................................................................................

 

ศึกษาวิธีเขียนรายงานวิจัยบทที่ 5

 

เรื่องที่ 1

การพัฒนาหนังสือผ้าเพื่อเรียนรู้สีสําหรับเด็กปฐมวัย

DEVELOPMENT OF COLOR LEARNING CLOTH BOOK FOR EARLY CHILDHOOD AGED.

การเขียนแบบเรียงหัวข้อ

-        ความมุ่งหมายของวิจัย

-        สมมุติฐานการวิจัย

-        ขอบเขตของการวิจัย

-        เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

-        ขั้นตอนดำเนินการวิจัย

-        สรุปผลการวิจัย

-        อภิปรายผล

-        มีภาพประกอบ

-        ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป

 

เรื่องที่ 2

ประสิทธิผลของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี

EFFECTIVENESS OF CREATIVE ART BY USING DRAWINGAND COLORING TECHNIQUES FOR ENHANCINGCREATIVE THINKING IN PRIMARY CHILDHOOD

- เกรินคราวๆ ลำดับขั้นของการวิจัยและผลการวิจัย ดังนี้

- ความมุ่งหมายของการวิจัย

- สมมติฐานของการวิจัย

- ขอบเขตของการวิจัย

- ประชากรที่ใช้ในการวิจัย

- กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย

- ตัวแปรที่จะศึกษา

- เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

- วิธีดำเนินการวิจัย

- การวิเคราะห์ข้อมูล

- สรุปผลการวิจัย

- อภิปรายผลการวิจัย

- ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้

- ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป

 

เรื่องที่ 3

          ผลของการจัดประสบการณ์ทางภาษาโดยใช้ศิลปะแบบบูรณาการที่มีต่อความสามารถในการพูดเล่าเรื่องของเด็กอนุบาล

EFFECTS OF ORGANIZING EXPERIENCES IN LANGUAGE ARTS BY USING ART INTEGRATION ON NARRATIVE ABILITY OF KINDERGARTENERS

-        เกริ่นคราวๆ เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย

-        สรุปผลการวิจัย

-        อภิปรายผลการวิจัย

-        ข้อเสนอแนะ

 

 ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างของการเขียนงานวิจัยบทที่ 5 จากการอ่านงานวิจัย 3 เรื่อง

หัวข้อที่วิเคราะห์

เรื่องที่ 1

การพัฒนาหนังสือผ้า

เพื่อเรียนรู้สีสำหรับเด็กปฐมวัย

 

เรื่องที่ 2

ประสิทธิผลของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัย

เรื่องที่ 3

ผลของการจัดประสบการณ์ทางภาษาโดยใช้ศิลปะแบบบูรณาการที่มีต่อความสามารถในการพูดเล่าเรื่องของเด็กอนุบาล

 

 

ความแตกต่าง

 

1.สรุปผลการวิจัย

 

การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยมีหลักสําคัญ4 ประการ 1. สิ่งเร้าหรือตัวกระตุ้นการเรียนรู้ 2.ตัวกลางหรือตัวสื่อ 3.เซลล์ประสาทสัมผัส 4.สมองหรือระบบประสาทส่วนกลางเป็นต้น การพัฒนาหนังสือผ้า มี 2ด้าน คือด้านการมองเห็นและการสัมผัส

จากผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญพบว่าหนังสือผ้าเพื่อเรียนรู้ สีของเด็กปฐมวัยอยู่ในระดับดี ผลการศึกษาเรียนรู้ เรื่องสี  หลังเรียนรู้ ด้วยหนังสือผ้าเพื่อเรียนรู้สีของเด็กปฐมวัยสูงกว่าก่อนเรียนรู้อย่างมีนัยสําคัญ

1. เด็กปฐมวัยกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาด รูประบายสี มีความคิดสร้างสรรค์ที่สูงขึ้นกว่าก่อนการได้รับการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05

2. เด็กปฐมวัยกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี มีความคิดสร้างสรรค์ไม่แตกต่างกันกับเด็กปฐมวัยกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับการจัด กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี

1. หลังการทดลอง เด็กอนุบาลที่ได้รับการจัดประสบการณ์ทางภาษาโดยใช้ศิลปะแบบบูรณาการมีค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการพูดเล่าเรื่องใน 4 ด้านสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ. 01

2. หลังการทดลอง เด็กอนุบาลที่ได้รับการจัดประสบการณ์ทางภาษาโดยใช้ศิลปะแบบบูรณาการมีค่าเฉลี่ยคะแนนของความสามารถในการพูดเล่าเรื่องใน 4 ด้านสูงกว่าค่าเฉลี่ยคะแนนของเด็กอนุบาลที่ ได้รับการจัดประสบการณ์ทางภาษาแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

ทั้ง 3 เรื่อง มีการเขียนลำดับสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย หรือสมมติฐานการวิจัย และได้อยู่ในขอบเขตที่ได้นิยามไว้ โดยเรื่องที่ 1 จะเขียนสรุปเป็นความเรียง เรื่องที่2 และเรื่องที่ 3 จะเขียนสรุปเป็นข้อๆ


 

หัวข้อที่วิเคราะห์

เรื่องที่ 1

การพัฒนาหนังสือผ้า

เพื่อเรียนรู้สีสำหรับเด็กปฐมวัย

 

เรื่องที่ 2

ประสิทธิผลของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัย

เรื่องที่ 3

ผลของการจัดประสบการณ์ทางภาษาโดยใช้ศิลปะแบบบูรณาการที่มีต่อความสามารถในการพูดเล่าเรื่องของเด็กอนุบาล

 

 

ความแตกต่าง

2. อภิปรายผล

จากการศึกษาและวิจัยพัฒนาหนังสือผ้าเพื่อเรียนรู้สีสำหรับเด็กปฐมวัยช่วงอายุ 2-4 ปี ครั้งนี้ พบว่า ผลการประเมินคุณภาพสื่อหนังสือผ้าเพื่อเรียนรู้สีของเด็กปฐมวัยจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน อยู่ในเกณฑ์ดี และผลการศึกษาเรียนรู้ เรื่องสีหลังเรียนรู้ ด้วยหนังสือผ้าเพื่อเรียนรู้ สีของเด็ก ปฐมวัยเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ คือ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หนังสือผ้าเพื่อเรียนรู้เรื่องสีของเด็กปฐมวัยส่งผลให้ผู้เรียนรู้จักสีมากยิ่งขึ้น

       1. ผลการพัฒนาหนังสือผ้าเพื่อเรียนรู้สีสำหรับเด็กปฐมวัยผู้วิจัยออกแบบและพัฒนาหนังสือผ้า ตามหลักการขั้นตอนออกแบบสื่อของ ทฤษฏีADDIE Model เป็นการออกแบบสื่อการสอนที่เป็นที่นิยม

       2. ผลการศึกษาการเรียนรู้เรื่องสีโดยใช้หนังสือผ้าเพื่อเรียนรู้สีของเด็กปฐมวัย สรุปได้ว่า การทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนการพัฒนาหนังสือผ้าเพื่อเรียนรู้สี ใช้สถิติทดสอบค่าที

ใช้สถิติทดสอบค่าที (t - test) พบว่า ผลสัมฤทธิ์การพัฒนาหนังสือผ้าเพื่อเรียนรู้สี ของเด็กปฐมวัยจากคะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน

 

จากสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 1 คือ คะแนนเฉลี่ยความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่ ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสีสูงขึ้น หลังจากได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี จากผลการวิจัย พบว่า เด็กปฐมวัยที่ ได้รับการจัดกิจกรรมเทคนิคการวาดรูประบายสีมีความคิดสร้างสรรค์สูงขึ้น หลังจากได้รับการจัด กิจกรรมเทคนิคการวาดรูประบายสี ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้ ทั้งนี้เป็นเพราะเด็ก ปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสีนั้นได้รับ การฝึกฝนและเสริมสร้างพัฒนาการทางความคิดสร้างสรรค์

ส่วนสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 2 คือ คะแนนเฉลี่ยความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่ ได้รับการจัดกิจกรรมเทคนิคการวาดรูประบายสีสูงกว่าเด็กปฐมวัยที่ไม่ได้รับการจัดกิจกรรมเทคนิค การวาดรูประบายสี จากผลการวิจัย พบว่า คะแนนเฉลี่ยเด็กปฐมวัยกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัด กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิค

การวาดรูประบายสีมีความคิดสร้างสรรค์ไม่แตกต่างกันกับเด็กปฐมวัยกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบาย สีทั้งนี้เป็นเพราะความคิดสร้างสรรค์เกิดได้จากความคิดฝันร่วมกับการมีจินตนาการ ซึ่งสามารถ เกิดขึ้นได้หลายวิธี เช่น การได้ฟังนิทานดี ๆ หรือการดูการ์ตูนที่ดี

 

 

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการจัดประสบการณ์ทางภาษาโดยใช้ศิลปะแบบบูรณาการพบว่า   กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการพูดเล่าเรื่องทั้ง 4 ด้านสูงขึ้นกว่าก่อนการทดลอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการจัดประสบการณ์ทางภาษาโดยใช้ศิลปะแบบบูรณาการนั้นสามารถส่งเสริมความสามารถในการพูดเล่าเรื่องของเด็กอนุบาล ผู้วิจัยจึงมีประเด็นอภิปราย ดังนี้ 

1. กระบวนการจัดประสบการณ์ทางภาษาโดยใช้ศิลปะแบบบูรณาการ

ขั้นที่ 1 การเชื่อมโยงประสบการณ์

ขั้นที่ 2 การนำเสนอความรู้

ขั้นที่ 3 การสรุปและประเมินผล

ขั้นที่ 4 การเรียนรู้ด้วยตนเอง

2. สื่อที่ใช้ในการจัดประสบการณ์ทางภาษาโดยใช้ศิลปะแบบบูรณาการ

   1) ผลงานศิลปะ

   2) นิทาน

3. บทบาทครูในการจัดประสบการณ์ทางภาษาโดยใช้ศิลปะแบบบูรณาการ 1) การใช้คำถามที่

2) การเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ภาษาของครู

วิจัยเรื่องที่ 2 และเรื่องที่ 3  มีแนวทางในการเขียนอภิปรายผลที่คล้ายคลึงกันตามหลักการเขียนอภิปรายผล ซึ่งมี 4 ประการ ดังนี้ คือ

1. ศึกษาอะไร

2. ผลที่ได้รับ

3. เหตุผลที่ได้

4. ยืนยันผลที่ได้รับ และมีการนำสมมติฐานในการวิจัยมาเขียนอภิปรายผลเป็นข้อๆ มีความสอดคล้องกับนักทฤษฎี  และงานวิจัยที่นำมาศึกษา ส่วนวิจัยเรื่องที่ 1 จะแตกต่าง คือ ไม่มีการอภิปรายตามสมมติฐานที่ตั้งไว้แต่จะอภิปรายผลในรูปแบบการบรรยายการทดลองและมีรูปภาพประกอบ

 

 

หัวข้อที่วิเคราะห์

เรื่องที่ 1

การพัฒนาหนังสือผ้า

เพื่อเรียนรู้สีสำหรับเด็กปฐมวัย

 

เรื่องที่ 2

ประสิทธิผลของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัย

เรื่องที่ 3

ผลของการจัดประสบการณ์ทางภาษาโดยใช้ศิลปะแบบบูรณาการที่มีต่อความสามารถในการพูดเล่าเรื่องของเด็กอนุบาล

 

 

ความแตกต่าง

 

3.ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป

          การวิจัยเรื่องนี้สามารถนำไปใช้ในการทำหนังสือผ้าให้หลากหลาย บูรณาการด้านอื่นเพิ่มเติม เช่น ใส่เสียงเพิ่มเติมในหน้ากิจกรรมต่างๆ เพิ่มความความน่าสนใจให้ตัวสื่อ สอดแทรกคำศัพท์ภาษาอังกฤษหรือภาษาจีนให้เหมาะสมตามยุคสมัย เป็นการบูรณาการกับวิชาภาษาต่างประเทศ

ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้

          การทำวิจัยเรื่องนี้สามารถนำชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสีและแบบสังเกตพฤติกรรมก่อนนำไปใช้ได้ การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสี ส่งผลต่อความคิดอย่างอิสระของเด็ก ดังนั้น การนำไปใช้ควรจัดภายใต้บรรยากาศ แบบประชาธิปไตยเพื่อเปิดโอกาสให้

เด็กได้แสดงออกทางความคิดได้มากที่สุด

 

ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป

การวิจัยเรื่องนี้สามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาดรูประบายสีซึ่งส่งผลให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ของที่สูงขึ้น และควรส่งเสริมให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง

ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้

การทำวิจัยเรื่องนี้สามารถนำการจัดประสบการณ์ทางภาษาโดยใช้ศิลปะแบบบูรณาการ และแบบวัดความสามารถในการพูดเล่าเรื่องของเด็กอนุบาลไปใช้ ควรศึกษาและทำความเข้าใจถึงเนื้อหาโดยละเอียดเพื่อให้เกิดประสิทธิผลกับเด็กมากที่สุด ควรจัดสภาพแวดล้อมโดยใช้สื่อศิลปะในรูปแบบที่หลากหลาย มีความสอดคล้อง

กับเนื้อหาที่สอน การสร้างบรรยากาศที่เอื้อการเรียนรู้และการทำกิจกรรม เพื่อนำมาออกแบบการจัดกิจกรรมให้มีความเหมาะสม

 

ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป

          การวิจัยเรื่องนี้สามารถนำไปใช้เพื่อส่งเสริมความสามารถทางภาษา หรือทักษะในด้านอื่นๆ ของเด็กในระดับชั้นต่างๆ การจัดประสบการณ์ทางภาษาโดยใช้ศิลปะแบบบูรณาการในศาสตร์อื่นๆ

 

วิจัยเรื่องที่ 2 และเรื่องที่3 มีข้อเสนอแนะครบตามหลักการเขียนวิจัย คือ มีข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ และข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งถัดไป แต่เรื่องที่ 1 มีข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งถัดไปเพียงอย่างเดียว ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ไม่ได้ระบุไว้

 

 

 

 

 

 


อ้างอิง

 

ณัฐฐา  สีเขียว.  (2558).  ผลของการจัดประสบการณ์ทางภาษาโดยใช้ศิลปะแบบบูรณาการที่มีต่อ

          ความสามารถในการพูดเล่าเรื่องของเด็กอนุบาล.  ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต

สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะครุศาสตร์

          จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

นิชาพิชญ พละบุรี.  (2562).  การพัฒนาสื่อการสอนร้องเพลงตามแนวคิดดาลโครซ (Dalcroze  

          Method) สำหรับเด็กปฐมวัย.  การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาศิลปศึกษา

คณะศิลปกรรมศาสตร์  บัณฑิตวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. 

บุญชม  ศรีสะอาด. (2535). การวิจัยเบื้องต้น.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพมหานคร: สุวีริยาสาส์น.

วาโร  เพ็งสวัสดิ์.  (2547). “การอภิปรายผลการวิจัย: หัวใจของการวิจัย.”

วารสารวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. 15 : 74-79.

สุภิชชา  วิรัชสกุลทิพย์.  (2562).  การพัฒนาหนังสือผ้าเพื่อเรียนรู้สีสําหรับเด็กปฐมวัย.

          การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาศิลปศึกษา คณะศิลปกรรมศาสตร์  บัณฑิตวิทยาลัย

          มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. 

สมนึก  ภัททิยธนี.  (2557).  “หลักการเขียนรายงานวิจัย 5 บท.”  วารสารการวัดผลการศึกษา

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. 20 : ฉ.2 ธันวาคม 2557.

อัมรัตน์  ตั้งพิทักษ์ไพบูลย์.  (2562).  ประสิทธิผลของกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคการวาด

          รูประบายสีเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัย.               ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต

สาขาวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ คณะมนุษยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

IS คือ อะไร

IS ย่อมาจาก Independent Study เป็นวิชาสำคัญที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะผ่าน กระบวนการ 5 ขั้น ประกอบด้วย การศึกษาและสร้างองค์ความรู้ (ขั้นท...