การเขียนรายงานวิจัยบทที่ 3


การเขียนรายงานวิจัย บทที่ 3 วิธีการวิจัย (หรือวิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้า)


ประชากรที่ศึกษา

          ประชากร (Population)  หมายถึง สมาชิกทั้งหมดที่ต้องการจะศึกษา ซึ่งอาจจะเป็นคน สัตว์ หรือสิ่งของ หรือหมายถึงสิ่งนั้นๆ ทั้งหมดที่อยู่ในข่ายการพิจารณา ระบุถึงประชากรที่ทำการศึกษาว่าเป็นประชากรกลุ่มใด อยู่ที่ไหน มีจำนวนเท่าใด


การเลือกกลุ่มตัวอย่าง

กล่าวถึงจำนวนกลุ่มตัวอย่าง วิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างเพื่อเป็นตัวแทนของ ประชากร กรณีที่ศึกษาตัวแปรอิสระ ควรแจงข้อมูลกลุ่มตัวอย่างออกตามตัวแปรเหล่านั้นให้ชัดเจน เช่น จำแนกตาม เพศ ระดับชั้น หลักสูตร โรงเรียน ขนาดโรงเรียน ฯลฯ

          การกำหนดกลุ่มตัวอย่างมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เนื่องจากการเก็บข้อมูลกับประชากรทุกหน่วยอาจทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายที่สูงมากและบางครั้งเป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจภายในเวลาจำกัด  การเลือกศึกษาเฉพาะบางส่วนของประชากรจึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น  

 ความหมายของคำที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ประชากร กลุ่มตัวอย่าง และ การสุ่มตัวอย่าง

           ประชากร (Population) หมายถึง สมาชิกทุกหน่วยของสิ่งที่สนใจศึกษา ซึ่งไม่ได้หมายถึงคนเพียงอย่างเดียว ประชากรอาจจะเป็นสิ่งของ เวลา สถานที่   ฯลฯ เช่น ถ้าสนใจว่าความคิดเห็นของคนไทยที่มีต่อการเลือกตั้ง ประชากร คือคนไทยทุกคน หรือถ้าสนใจอายุการใช้งานของเครื่องคอมพิวเตอร์ยี่ห้อหนึ่ง ประชากรคือเครื่องคอมพิวเตอร์ยี่ห้อนั้นทุกเครื่อง  แต่การเก็บข้อมูลกับประชากรทุกหน่วยอาจทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายที่สูงมากและบางครั้งเป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจภายในเวลาจำกัด  การเลือกศึกษาเฉพาะบางส่วนของประชากรจึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น เรียกว่ากลุ่มตัวอย่าง

           กลุ่มตัวอย่าง (Sample) หมายถึง ส่วนหนึ่งของประชากรที่นำมาศึกษาซึ่งเป็นตัวแทนของประชากร การที่กลุ่มตัวอย่างจะเป็นตัวแทนที่ดีของประชากรเพื่อการอ้างอิงไปยังประชากรอย่างน่าเชื่อถือได้นั้น จะต้องมีการเลือกตัวอย่างและขนาดตัวอย่างที่เหมาะสม ซึ่งจะต้องอาศัยสถิติเข้ามาช่วยในการสุ่มตัวอย่างและการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง

          การสุ่มตัวอย่าง (Sampling) หมายถึง กระบวนการได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่มีความเป็นตัวแทนที่ดีของประชากร

 

ประเภทของการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง

           วิธีการสุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. การสุ่มตัวอย่างโดยไม่ใช้ความน่าจะเป็น ( Nonprobability sampling )  เป็นการเลือกตัวอย่างโดยไม่คำนึงว่าตัวอย่างแต่ละหน่วยมีโอกาสถูกเลือกมากน้อยเท่าไร ทำให้ไม่ทราบความน่าจะเป็นที่แต่ละหน่วยในประชากรจะถูกเลือก การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบนี้ไม่สามารถนำผลที่ได้อ้างอิงไปยังประชากรได้ แต่มีความสะดวกและประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่า  ซึ่งสามารถทำได้หลายแบบ ดังนี้

1.1 การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental sampling) เป็นการเลือกกลุ่มตัวอย่างเพื่อให้ได้จำนวนตามต้องการโดยไม่มีหลักเกณฑ์ กลุ่มตัวอย่างจะเป็นใครก็ได้ที่สามารถให้ข้อมูลได้

1.2 การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบโควต้า ( Quota  sampling ) เป็นการเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยคำนึงถึงสัดส่วนองค์ประกอบของประชากร เช่นเมื่อต้องการกลุ่มตัวอย่าง 100 คน ก็แบ่งเป็นเพศชาย 50 คน หญิง 50 คน แล้วก็เลือกแบบบังเอิญ คือเจอใครก็เลือกจนครบตามจำนวนที่ต้องการ

1.3 การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ( Purposive  sampling ) เป็นการเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยพิจารณาจากการตัดสินใจของผู้วิจัยเอง ลักษณะของกลุ่มที่เลือกเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย   การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงต้องอาศัยความรอบรู้ ความชำนาญและประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆของผู้ทำวิจัย การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า Judgement sampling

2. การสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็น ( Probability sampling ) เป็นการสุ่มตัวอย่างโดยสามารถกำหนดโอกาสที่หน่วยตัวอย่างแต่ละหน่วยถูกเลือก ทำให้ทราบความน่าจะเป็นที่แต่ละหน่วยในประชากรจะถูกเลือก การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบนี้สามารถนำผลที่ได้อ้างอิงไปยังประชากรได้  สามารถทำได้หลายแบบ ดังนี้

2.1 การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย  (Simple random sampling) เป็นการสุ่มตัวอย่างโดยถือว่าทุก ๆ หน่วยหรือทุกๆสมาชิกในประชากรมีโอกาสจะถูกเลือกเท่าๆกัน การสุ่มวิธีนี้จะต้องมีรายชื่อประชากรทั้งหมดและมีการให้เลขกำกับ วิธีการอาจใช้วิธีการจับสลากโดยทำรายชื่อประชากรทั้งหมด หรือใช้ตารางเลขสุ่มโดยมีเลขกำกับหน่วยรายชื่อทั้งหมดของประชากร

2.2 การสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ ( Systematic sampling) เป็นการสุ่มตัวอย่างโดยมีรายชื่อของทุกหน่วยประชากรมาเรียงเป็นระบบตามบัญชีเรียกชื่อ การสุ่มจะแบ่งประชากรออกเป็นช่วงๆที่เท่ากันอาจใช้ช่วงจากสัดส่วนของขนาดกลุ่มตัวอย่างและประชากร แล้วสุ่มประชากรหน่วยแรก ส่วนหน่วยต่อๆไปนับจากช่วงสัดส่วนที่คำนวณไว้      

2.3 การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified sampling) เป็นการสุ่มตัวอย่างโดยแยกประชากรออกเป็นกลุ่มประชากรย่อยๆ หรือแบ่งเป็นชั้นภูมิก่อน โดยหน่วยประชากรในแต่ละชั้นภูมิจะมีลักษณะเหมือนกัน (homogenious)    แล้วสุ่มอย่างง่ายเพื่อให้ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่างตามสัดส่วนของขนาดกลุ่มตัวอย่างและกลุ่มประชากร                                                        

2.4 การสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster sampling ) เป็นการสุ่มตัวอย่างโดยแบ่งประชากรออกตามพื้นที่โดยไม่จำเป็นต้องทำบัญชีรายชื่อของประชากร และสุ่มตัวอย่างประชากรจากพื้นที่ดังกล่าวตามจำนวนที่ต้องการ แล้วศึกษาทุกหน่วยประชากรในกลุ่มพื้นที่นั้นๆ หรือจะทำการสุ่มต่อเป็นลำดับขั้นมากกว่า 1 ระดับ โดยอาจแบ่งพื้นที่จากภาค เป็นจังหวัด จาก จังหวัดเป็นอำเภอ และเรื่อยไปจนถึงหมู่บ้าน นอกจากนี้การสุ่มตัวอย่างยังสามารถเลือกสุ่มตัวอย่างผสมระหว่างแบบง่ายแบบชั้นภูมิและแบบกลุ่มด้วยก็ได้

 

ตัวแปรที่ศึกษา

ตัวแปร (Variable)  หมายถึง คุณลักษณะหรือคุณสมบัติของเฉพาะของสิ่งที่ได้จากการสังเกต วัด สอบถามจากหน่วยที่ศึกษาที่มีค่าได้หลายค่าและเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือสิ่งที่ไม่มีชีวิตก็ได้ เช่น อายุ เพศ ระดับการศึกษา อาชีพ ตำแหน่งงาน เป็นต้น

          ประเภทของตัวแปร  โดยทั่วไปตัวแปรจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

1. ตัวแปรเชิงคุณภาพ (Qualitative Variable)

2. ตัวแปรเชิงปริมาณ (Quantitative Variable)

ตัวแปรเชิงปริมาณ คือตัวแปรที่ประกอบด้วยข้อมูลที่เป็นตัวเลข เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นรูปธรรมสามารถวัดข้อมูลสามารถแสดงออกมาในรูปสถิติได้ ใช้แทนขนาดหรือปริมาณ เช่น อายุ ประกอบด้วยอายุต่าง ๆ หน่วยเป็นปี เป็นต้น

ตัวแปรเชิงคุณภาพ หรืออาจเรียกว่าตัวแปรเชิงกลุ่ม คือ ตัวแปรที่ประกอบด้วยข้อมูลที่ไม่สามารถวัดออกมาเป็นตัวเลขได้ เช่น เพศ อายุ รายได้ เชื้อชาติ ความคิดเห็น เจตคติ ความคิดเห็น การมีส่วนร่วม ความเป็นผู้นำ ทัศนคติ ตัวอย่าง เพศ จะประกอบด้วยเพศต่าง ๆ ไม่มีหน่วยวัด แต่สามารถแทนค่าเป็นตัวเลขได้โดยไม่สามารถนำมาคำนวณแทนได้ เช่น เพศชายให้แทนค่าเป็นหมายเลข 1 เพศหญิงให้แทนค่าเป็นหมายเลข 2 เป็นต้น เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นนามธรรม


        ลักษณะและชนิดของตัวแปร

          ในการวิจัยผู้วิจัยจำเป็นต้องจำแนกตัวแปรตามการวิเคราะห์ว่าตัวแปรทั้งหมดกี่ตัว มีอะไรบ้าง และเป็นตัวแปรชนิดใดบ้าง ซึ่งสามารถจำแนกตัวแปรได้ ดังนี้

          1. ตัวแปรต้นหรือ ตัวแปรอิสระ (Independent Variable) คือ ตัวแปรที่เกิดขึ้นก่อนหรือเป็นตัวแปรที่เป็นเหตุ ทำให้เกิดผลตามมา

          2. ตัวแปรตาม (Dependent Variable) คือ ตัวแปรที่เกิดขึ้นเนื่องจากตัวแปรต้น หรือเป็นตัวแปรผล อันเกิดจากเหตุ

          3. ตัวแปรควบคุม (Control Variable)  คือ ตัวแปรที่เราต้องจัดให้เหมือนกันทั้งหมดในชุดทดลอง

          4. ตัวแปรแทรกซ้อนหรือเรียกว่าตัวแปรเกิน (Extraneous Variable) เป็นตัวแปรที่ไม่ต้องการศึกษาของงานวิจัยเรื่อง หนึ่ง ๆ ในขณะนั้น  มีลักษณะเหมือนตัวแปรอิสระ ตัวแปรแทรกซ้อนนี้จะส่งผลมารบกวนตัวแปรอิสระที่ศึกษา ทำให้ผลการวัดค่าตัวแปรคลาดเคลื่อนไปได้ ตัวแปรชนิดนี้จึงต้องทำการควบคุมให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด ตัวแปรชนิดนี้ผู้วิจัยคาดการณ์ได้ว่าจะมีอะไรบ้าง จึงสามารถทำการควบคุมได้ล่วงหน้า ตัวอย่างเช่น ในการทดลองการอบรมที่กล่าวมาแล้ว เพื่อจะศึกษาว่า ผู้นำจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการอบรมแตกต่างกันหรือไม่ สิ่งที่เป็นตัวแปรแทรกซ้อนจะได้แก่ วิทยากร ถ้าใช้วิทยากรคนละคนอาจจะมีผลทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการอบรมของผู้นำต่างกันได้ ดังนั้นจึงต้องควบคุมโดยใช้วิทยากรคนเดียวกัน

          ประเภทของตัวแปรแทรกซ้อน   จำแนกเป็น 3 ประเภทคือ

          1.ตัวแปรแทรกซ้อนที่เป็นปัจจัยภายนอก (External factors) ได้แก่ สภาพแวดล้อม และปัจจัยด้านเวลา             

          2. ตัวแปรแทรกซ้อนภายในกลุ่มตัวอย่าง (Intrinsic to the subjects) ได้แก่ เพศ วุฒิภาวะทางอารมณ์ สติปัญญา วิธีการควบคุมได้แก่

                    2.1 การสุ่มตัวอย่างเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม (Randomization) เพื่อให้กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีความเท่าเทียมกัน

                    2.2 การศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเอกพันธ์ (Homogeneity) หมายถึงกลุ่มตัวอย่างที่มีคุณลักษณะคล้ายคลึงกัน หรือมีคุณลักษณะที่ไม่แตกต่างกัน เช่น เชาว์ปัญญา

                    2.3 การนำตัวแปรแทรกซ้อนมาศึกษาเป็นตัวแปรอิสระ (Study as independent variables)

          3. ตัวแปรแทรกซ้อนจากผู้ทดลองและกลุ่มตัวอย่าง (Experimenter and subjects) ตัวแปรแทรกซ้อนจากผู้ทดลอง ได้แก่ ผู้ทดลองมีความลำเอียง (Experimenter bias) เพื่อให้ผลการวิจัยเป็นไปตามความคาดหวังของตนเอง


เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

1.แบบสอบถาม (questionnaire) : ข้อเท็จจริง ความรู้สึกความคิดเห็น

- mailed questionnaire

 - internetquestionnaire

ข้อดี ประหยัดเวลาและงบประมาณ ผู้ตอบมีอิสระในการตอบ

ข้อจำกัด ผู้ตอบไม่ให้ความร่วมมือ ไม่จริงใจในการตอบ

2. แบบสัมภาษณ์ (interviews)

- structured/unstructured interviews

group/individual interviews

ข้อดี ใช้ได้กับทุกคน อธิบายคำถาม สอบถามรายละเอียดเจาะลึก

ข้อจำกัด เสียเวลาและค่าใช้จ่ายสูง คุณภาพข้อมูลขึ้นกับความสามารถของผู้สัมภาษณ์

3. แบบสังเกต (observation)

- เหมาะกับข้อมูลที่เป็นสิ่งมีชีวิต คน/สัตว์/ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ

 known/unknown observation

participant/non-participant observation

direct/indirect observation

ข้อดี ข้อมูลปฐมภูมิ มีรายละเอียดครบ ไม่มีปัญหาเรื่องปกปิดข้อมูล

ข้อจำกัด เสียเวลา/ค่าใช้จ่ายมาก ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวสูงของนักวิจัย การตรวจสอบ

ความตรงของข้อมูลทำได้ยาก

4. แบบสอบถาม (tests)

- เหมาะกับการวัดคุณลักษณะแฝง เช่น ความถนัด เชาวน์ปัญญา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

- individual/group tests

oral/written tests

ข้อดี สามารถวัดคุณลักษณะแฝงได้ วัดได้อย่างมีคุณภาพ

ข้อจำกัด วิธีสร้างค่อนข้างยุ่งยาก ผู้สร้างต้องมีความรู้

5. แบบวัดหรือมาตรวัด (scales)

- เหมาะกับการวัดคุณลักษณะทางจิตวิทยา เช่น เจตคติบุคลิกภาพ ความสนใจ ความเชื่อ ค่านิยม

ข้อดี การเก็บข้อมูลไม่เข้มงวดเหมือนแบบสอบ สร้างง่ายกว่าข้อสอบ

ข้อจำกัด ต้องรู้ทฤษฎีทางด้านจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับมาตรวัดที่จะสร้าง

6. แบบบันทึกข้อมูลจากเอกสาร/หลักฐาน

- ใช้ในการวิจัยประวัติศาสตร์ การวิจัยเอกสาร

- เหมาะกับข้อมูลที่มีการบันทึกไว้เป็นเอกสาร / มีหลักฐาน

ข้อดี ไม่มีปัญหาเรื่องความร่วมมือ เสียค่าใช้จ่ายน้อย

ข้อจำกัด ต้องใช้ความสามารถในการหาความหมายข้อเท็จจริงที่แฝงในเอกสาร ข้อมูลไม่เป็น

ปัจจุบันข้อมูลขาดความตรง

7. แบบรายการประเด็นการสนทนากลุ่ม (focus group discussion)

- ใช้ในการวิจัยสังคมศาสตร์และทางธุรกิจ

- เหมาะในการหาข้อสรุปความคิดเห็นของผู้รู้

ข้อดี ประหยัดเวลาและงบประมาณ

ข้อจำกัด ทำได้บางเรื่อง บางเรื่องซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมอาจจะไม่ได้รับการเปิดเผย

 

การสร้างเครื่องมือในการวิจัย

1. กำหนดขอบเขตและจุดมุ่งหมายของการสร้าง: วัดอะไร วัดใคร ลักษณะของผู้ถูกวัดเป็นอย่างไร

2. ระบุเนื้อหา/ตัวแปรที่ต้องการวัด

3. ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรที่ต้องการจะวัด

4. นิยามปฏิบัติการ (operational definition) ตัวแปรที่ต้องการวัด

5. ในกรณีที่ไม่สามารถนิยามตัวแปรให้ชัดเจน ให้เก็บข้อมูลภาคสนาม เพื่อนำมาสร้างข้อคำถาม เช่น การรักความเป็นไทย

6. สร้างตารางโครงสร้างเนื้อหา แจกแจงเนื้อหาที่จะวัดตามนิยามปฏิบัติการของตัวแปรที่จะวัด

7. เลือกชนิดและรูปแบบคำถาม: เติมคำตอบ เลือกตอบ rating scale (สถิติที่ใช้ในการวิจัย)

8. สร้างข้อคำถาม ให้ครอบคลุมเนื้อหาตามตารางโครงสร้าง

 

ลักษณะของเครื่องมือวิจัยที่ด

1. คำถามสั้น กระชับ ง่ายและได้ใจความ

2. หนึ่งข้อคำถามควรถามประเด็นเดียว

3. คำถามต้องยั่วยุให้อยากตอบ

4. ต้องไม่เป็นคำถามนำหรือชี้แนะคำตอบ

5. มีความเป็นปรนัยสูง

6. คำถามต้องคำนึงถึงวัย ระดับการศึกษา ความสามารถ ประสบการณ์ของผู้ตอบ

7. มีการเรียงลำดับข้อคำถามให้เหมาะสม

8. เครื่องมือต้องไม่ยาวเกินไป

9. มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย คำชี้แจงวิธีในการตอบและมีตัวอย่างการตอบ

10. มีการทดลองใช้ ปรับปรุงข้อบกพร่อง

11. มีการหาคุณภาพของแบบสอบถามด้านความเที่ยงและความตรง

 

การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย

การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัยขั้นพื้นฐาน ได้แก่ การนำเครื่องมือไปทดสอบหาความ เที่ยงตรง ความเชื่อมั่น ความเข้าใจที่ตรงกัน หรือความเป็นปรนัยของข้อความ ข้อคำถาม เกณฑ์การตัดสิน หรือการประเมินผล ตลอดจน ความยากง่ายและอำนาจจำแนก ซึ่งมีวิธีดำเนินการใน ลักษณะ แตกต่างกัน โดยอาศัยหลักเกณฑ์ทางสถิติวิเคราะห์ อาทิเช่น ค่าความเชื่อมั่นภายในของครอนบาค ค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ทั้งนี้เพื่อมั่นใจได้ว่า เครื่องมือที่ใช้วัด มีคุณภาพสูงสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ที่ต้องการศึกษา

 

การรวบรวมข้อมูล

กล่าวถึงกระบวนการในการรวบรวมข้อมูล เช่น ช่วงเวลาในการไปทดสอบหรือ สัมภาษณ์ หรือสังเกตกลุ่มตัวอย่าง การตรวจให้คะแนนแบบวัดต่าง ๆ ในการวิจัยเชิงทดลองจะกล่าวถึงขั้นตอนใน การดำเนินการทดลองตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ

          การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการ ทางสถิติ ที่มีความสำคัญ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ตอบสนองวัตถุประสงค์ และสอดคล้องกับกรอบแนวความคิด สมมุติฐาน เทคนิคการวัด และการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งหมายรวมทั้ง การเก็บข้อมูล ( Data Collection) คือ การเก็บข้อมูลขึ้นมาใหม่ และการรวบรวม ซึ่งหมายถึง การนำเอาข้อมูลต่างๆที่ผู้อื่นได้เก็บไว้แล้ว หรือรายงานไว้ในเอกสารต่างๆ มาทำการศึกษาวิเคราะห์ต่อ

          ประเภทของข้อมูล    ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวแปรที่สำรวจโดยใช้วิธีการวัดแบบใดแบบหนึ่ง โดยทั่วไปจำแนกตามลักษณะของข้อมูลได้เป็น 2 ประเภท คือ

          1) ข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data) คือ ข้อมูลที่เป็นตัวเลขหรือนำมาให้รหัสเป็นตัวเลข ซึ่งสามารถนำไปใช้วิเคราะห์ทางสถิติได้

          2) ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) คือ ข้อมูลที่ไม่ใช่ตัวเลข ไม่ได้มีการให้รหัสตัวเลขที่จะนำไปวิเคราะห์ทางสถิติ แต่เป็นข้อความหรือข้อสนเทศ

         แหล่งที่มาของข้อมูล    แหล่งข้อมูลที่สำคัญ ได้แก่ บุคคล เช่น ผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้กรอกแบบสอบถาม บุคคลที่ถูกสังเกต เอกสารทุกประเภท และข้อมูลสถิติจากหน่วยงาน รวมไปถึง ภาพถ่าย แผนที่ แผนภูมิ หรือแม้แต่วัตถุ สิ่งของ ก็ถือเป็นแหล่งข้อมูลได้ทั้งสิ้น โดยทั่วไปสามารถจัดประเภทข้อมูลตามแหล่งที่มาได้ 2 ประเภท คือ

          1) ข้อมูลปฐมภูมิ ( Primary Data) คือ ข้อมูลที่ผู้วิจัยเก็บขึ้นมาใหม่เพื่อ ตอบสนองวัตถุประสงค์การวิจัยในเรื่องนั้นๆ โดยเฉพาะ การเลือกใช้ข้อมูลแบบปฐมภูมิ ผู้วิจัยจะสามารถเลือกเก็บข้อมูลได้ตรงตามความต้องการและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ตลอดจนเทคนิคการวิเคราะห์ แต่มีข้อเสียตรงที่สิ้นเปลืองเวลาค่าใช้จ่าย และอาจมีคุณภาพไม่ดีพอ หากเกิดความผิดพลาดในการเก็บข้อมูลภาคสนาม

          2) ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) คือ ข้อมูลต่างๆ ที่มีผู้เก็บหรือรวบรวมไว้ก่อนแล้ว เพียงแต่นักวิจัยนำข้อมูลเหล่านั้นมาศึกษาใหม่ เช่น ข้อมูลสำมะโนประชากร สถิติจากหน่วยงาน และเอกสารทุกประเภท ช่วยให้ผู้วิจัยประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องเสียเวลากับการเก็บข้อมูลใหม่ และสามารถศึกษาย้อนหลังได้ ทำให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์ที่ศึกษา แต่จะมีข้อจำกัดในเรื่องความครบถ้วนสมบูรณ์ เนื่องจากบางครั้งข้อมูลที่มีอยู่แล้วไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของเรื่องที่ผู้วิจัยศึกษา และปัญหาเรื่องความ น่าเชื่อถือของข้อมูล ก่อนจะนำไปใช้จึงต้องมีการปรับปรุงแก้ไขข้อมูล และเก็บข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งอื่นในบางส่วนที่ไม่สมบูรณ์

          วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล อาจแบ่งเป็นวิธีการใหญ่ๆ ได้ 3 วิธี คือ

          1) การสังเกตการณ์ (Observation) ทั้งการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม ( Participant Observation) และการสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม ( Non-participant Observation) หรืออาจจะแบ่งเป็น การสังเกตการณ์แบบมีโครงสร้าง ( Structured Observation) และการสังเกตการณ์แบบไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Observation)

          2) การสัมภาษณ์ ( Interview) นิยมมากในทางสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะการสัมภาษณ์โดยใช้แบบสอบถาม ( Questionnaire) การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interview) หรืออาจจะจำแนกเป็นการสัมภาษณ์เป็นรายบุคคล และการสัมภาษณ์เป็นกลุ่ม เช่น เทคนิคการสนทนากลุ่ม ( Focus Group Discussion) ซึ่งนิยมใช้กันมาก

          3) การรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร เช่น หนังสือ รายงานวิจัย วิทยานิพนธ์ บทความ สิ่งพิมพ์ต่างๆ

 

        ขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล

          1) กำหนดข้อมูลและตัวชี้วัด

          2) กำหนดแหล่งข้อมูล

          3) เลือกกลุ่มตัวอย่าง

          4) เลือกวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

          5) นำเครื่องมือรวบรวมข้อมูลไปทดลองใช้

          6) ลงมือเก็บรวบรวมข้อมูล

          ประเภทของเครื่องมือรวบรวมข้อมูล   ตัวอย่างเช่น แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินค่าและมาตรวัดเจตคติ และแบบวัดอื่นๆ

 

รูปแบบของการวิจัย

การกำหนดรูปแบบการวิจัย   รูปแบบการวิจัย (Research Design) มี 2 แบบ คือ

Ø การวิจัยโดยการทดลอง (Experimental Research) มีการกำหนดปัจจัยเสี่ยง (Exposure)
หรือสิ่งแทรกแซง (
Intervention)

Ø การวิจัยโดยการสังเกต (Observational Research) ใช้การเฝ้าสังเกต ไม่มีการกำหนดปัจจัยเสี่ยง
หรือสิ่งแทรกแซง

การวิจัยโดยการสังเกต (Observational Research) มี 2 แบบ คือ

Ø การวิจัยเชิงพรรณนา (Observational Descriptive Studies) ไม่มีกลุ่มควบคุม หรือกลุ่มเปรียบเทียบ

Ø การวิจัยเชิงวิเคราะห์ (Observational Analytic Studies) มีกลุ่มควบคุม หรือกลุ่มเปรียบเทียบ

การวิจัยโดยการสังเกตเชิงพรรณนา (Observational Descriptive Studies) มี 2 แบบ คือ

Ø การวิจัยเชิงพรรณา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง แบบตัดขวาง (Cross-sectional Descriptive Studies)

Ø การวิจัยเชิงพรรณนาระยะยาว (Longitudinal Descriptive Studies)

การวิจัยโดยการสังเกตเชิงวิเคราะห์ (Observational Analytic Studies) มี 3 แบบ คือ

Ø การวิจัยเชิงวิเคราะห์ ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง (Cross-Sectional Analytic Studies)

Ø การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบไปข้างหน้า จากเหตุไปหาผล (Prospective Analytic Studies / Cohort Studies)

Ø การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง จากผลไปหาเหตุ (Retrospective Analytic Studies / Case-control

 

การออกแบบการวิจัย

แนวคิดพื้นฐานในการออกแบบการวิจัย

          ในการปฏิบัติงานใด ๆ ให้บรรลุความสำเร็จตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า สำหรับการวิจัยก็เช่นเดียวกันที่จำเป็นจะต้องมีการออกแบบการวิจัย เพื่อให้การวิจัยนั้น ๆ สามารถดำเนินการแสวงหาข้อมูล/สารสนเทศอย่างเป็นระบบเพื่อนำมาใช้ตอบปัญหาในการวิจัยได้อย่างถูกต้อง ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ ซึ่งการออกแบบการวิจัยมีแนวคิดพื้นฐานที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความหมาย หลักการ จุดมุ่งหมาย ประโยชน์และเกณฑ์การออกแบบการวิจัย ดังนี้

ความหมาย หลักการ และจุดมุ่งหมายของการออกแบบการวิจัย

          ความหมายของการออกแบบการวิจัย

           การออกแบบการวิจัย (research design) เป็นขั้นตอนหนึ่งที่มีความสำคัญในกระบวนการวิจัยที่ นักวิจัยจำเป็นต้องกำหนดเป็นระบบอย่างรอบคอบ เพื่อให้ผลการวิจัยสามารถตอบสนองตาวัตถุประสงค์ ของการวิจัยและให้ผลงานมีความถูกต้องน่าเชื่อถือมากที่สุด

          สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ (2540: 125) กล่าวว่า การออกแบบการวิจัย หมายถึง การกำหนดกิจกรรมต่าง ๆ และรายละเอียดของกิจกรรมต่าง ๆ ที่ผู้วิจัยจะต้องทำ นับตั้งแต่ การระบุสมมุติฐาน การกำหนดตัว แปร และคำนิยามปฏิบัติ ไปจนถึงการเตรียมการจัดเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลและวิธีการและแนวทางต่าง ๆ ที่จะใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลจากประชากรเป้าหมายหรือจากตัวอย่างของประชากร

           การออกแบบการวิจัยจึงเป็นการกำหนดกิจกรรมและรายละเอียดของแผนการวิจัย เพื่อให้นักวิจัย มองเห็นแนวทางการตอบปัญหาการวิจัยที่ชัดเจน โดยการออกแบบการวิจัยเชิงปริมาณจะมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้การวิจัยสามารถตอบคำถามการวิจัย และเพื่อการควบคุมความแปรปรวนและการออกแบบการวิจัย เชิงคุณภาพจะเน้นการวางแนวทางการวิจัยเพื่อหาความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์ที่สนใจกับสภาพแวดล้อม

หลักการของการออกแบบการวิจัย

          การควบคุมความแปรปรวนในการวิจัยเชิงปริมาณมีลักษณะเฉพาะและมีโครงสร้างชัดเจนแตกต่างจากการวิจัยเชิงคุณภาพที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า ทั้งนี้มีได้หมายความว่าการวิจัยใดดีกว่าหรือด้อยกว่า หากแต่ขึ้นกับบริบท วัตถุประสงค์และธรรมชาติของการวิจัย (Wiersma & Jur, 2015: 83, 2011)

          หลักการอย่างหนึ่งที่กล่าวถึงในการควบคุมความแปรปรวน คือ หลักการ Max Min Con หรือ Max Min-Con Principle (Kerlinger & Lee, 2000: 456)

          1) Max คือ Maximize systematic variance nioiilfnlauei u แปรปรวนระบบ หรือความแปรปรวนเชิงการทดลอง หรือความแปรปรวนจากตัวแปรตาม มีที่มาจากตัวแปร อิสระที่เลือกศึกษา(Kirlinger & Lee, 2010: 45) เช่น ศึกษาวิธีการบริหาร 2 แบบที่มีผลต่อประสิทธิภาพของโรงเรียน ในทางปฏิบัติ การทำให้ความแปรปรวนจากตัวแปรตาม ซึ่งในที่นี้ คือ ประสิทธิภาพของโรงเรียนมีค่าสูงสุด นักวิจัยจะเลือกตัวแปรอิสระ คือ วิธีการบริหาร 2 แบบที่มีความแตกต่างกันมากที่สุด

          1) Min คือ Minimize error variance หรือทำให้ความแปรปรวนคลาดเคลื่อนมีค่าต่ำสุด ซึ่งความ แปรปรวนคลาดเคลื่อน เป็น random error ที่มาจากแหล่งต่าง ๆ เช่น ความคลาดเคลื่อนของการวัด (measurement error) จึงต้องมีเครื่องมือที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ ความคลาดเคลื่อนอาจเกิดจากความแตกต่าง ระหว่างบุคคล เช่น นักเรียนที่เข้าสอบควบคุมอารมณ์ได้แตกต่างกัน เป็นต้น การควบคุมให้ความแปรปรวน คลาดเคลื่อนมีค่าต่ำสุด ทำได้โดย (1) ลดความคลาดเคลื่อนจากการวัด และ (2) เพิ่มค่าความเที่ยง (1eliability) ของการวัด (Kerlinger & Lee, 2000; 462)

           2) Con คือ Control extraneous variance หรือการควบคุมความแปรปรวนจากตัวแปรภายนอก หรือตัวแปรแทรกซ้อนให้คงที่ ซึ่งตัวแปรแทรกซ้อนนี้เป็นตัวแปรอิสระที่เราไม่ได้ประสงค์จะศึกษาแต่เป็นตัวแปร
ที่ส่งผลต่อตัวแปรตามจึงต้องควบคุม ซึ่งทำได้หลายวิธี (
Kerlinger & Lee, 2000: 459-463) คือ

                    1. ขจัดตัวแปรแทรกซ้อน โดยทำให้กลุ่มตัวอย่างมีความเหมือนกันในตัวแปรอิสระที่เป็นตัวแปรแทรกซ้อน เช่น ถ้าตัวแปรแทรกซ้อน ได้แก่ เพศ และระดับสติปัญญา ก็จะทำการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง (Random selection) ที่มีเพศเดียวกัน หรือระดับสติปัญญาเดียวกัน เป็นต้น

2. ใช้กระบวนการสุ่ม (randomization) ซึ่งประกอบด้วย

                              การเลือกกลุ่มตัวอย่างจากประชากรโดยการสุ่ม (random selection)

                              ข. การจัดตัวอย่างเข้ากลุ่มต่าง ๆ โดยการสุ่ม (random assignincnt)

                              . การกำหนดตัวแปรจัดกระทำ (treatment) ซึ่งเป็นตัวแปรอิสระ หรือตัวแปรต้น
ให้กลุ่มต่างๆ โดยการสุ่ม (
Random treatment)

                    3. การนำตัวแปรอิสระที่เป็นตัวแปรแทรกซ้อนเข้ามาเป็นตัวแปรอิสระอีกตัวหนึ่ง (build into design)

4. การจับคู่ (Matching) กลุ่มตัวอย่างตามตัวแปรแทรกซ้อน

                    5. การควบคุมโดยสถิติ (statistic control) เป็นการควบคุมอิทธิพลตัวแปรแทรกซ้อน ซึ่งเป็น ตัวแปรอิสระที่ไม่ได้นำมาศึกษา แต่มีอิทธิพลต่อตัวแปรตาม ด้วยการใช้สถิติควบคุม

จุดมุ่งหมายของการออกแบบการวิจัย

           ในการออกแบบการวิจัย มีจุดมุ่งหมาย 2 ประการ ดังนี้ (Kerlinger, 1986: 279, สมหวัง พิธียานุวัฒน์ 2530: 53-56; นงลักษณ์ วิรัชชัย, 2543 : 119)

           1. เพื่อให้ได้คำตอบของบัญหาการวิจัยที่ถูกต้อง ชัดเจน และมีความตรงน่าเชื่อถือ โดยการสร้าง
กรอบแนวคิดการวิจัยที่ระบุความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ศึกษา เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางในการเก็บรวบรวมข้อมูล หรือการวิเคราะห์ข้อมูล

           2. เพื่อควบคุมความแปรปรวนของตัวแปรการวิจัยที่ศึกษา โดยใช้แนวทาง 3 ประการ ดังนี้

                    1) ศึกษาให้มีความครอบคลุมขอบเขตของปัญหาการวิจัยให้มากที่สุด

                    2) ควบคุมอิทธิพลของตัวแปรที่ไม่อยู่ในขอบเขตของการวิจัยแต่จะมีผลกระทบต่อผลการวิจัย
ให้ได้มาก

3) การลดความคลาดเคลื่อนที่จะเกิดขึ้นในการวิจัยให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด 

 

ประโยชน์ของการออกแบบการวิจัย

           การออกแบบการวิจัยจะเป็นประโยชนอย่างยิ่งต่อผู้วิจัยและผู้เกี่ยวข้องในการพิจารณาวางแผนอย่าง เหมาะสมที่สุดเพื่อให้การดำเนินงานวิจัยเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

           พวงรัตน์ ทวีรัตน์ (2531: 59) และ นิภา เมธาวีชัย (2531: 36) กล่าวถึง ประโยชน์ของการออกแบบ
การวิจัยว่ามีหลายลักษณะ ดังนี้

           1. ช่วยให้ผู้วิจัยสามารถวางแผนควบคุมตัวแปรเกินหรือตัวแปรแทรกซ้อนได้

           2. ช่วยในการตัดสินใจเลือกวิธีการวิจัยและควบคุมความแปรปรวนต่าง ๆ ได้ถูกต้อง

           3. ช่วยในการกำหนดและสร้างเครื่องมือเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล      

          4. ช่วยให้ผู้วิจัยสามารถเลือกใช้วิธีการทางสถิติที่เหมาะสมในการวิเคราะห์ข้อมูลได้

          5. ช่วยชี้แนะวิธีการจัดเก็บข้อมูลเพื่อใช้ในการทดสอบสมมติฐาน

          6. ช่วยในการกำหนดงบประมาณ กำลังคน และระยะเวลาในการทำวิจัย

          7. ช่วยในการประเมินผลวิจัยที่ได้ว่ามีความถูกต้องเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด

           กล่าวโดยสรุปการออกแบบการวิจัย มีประโยชน์ช่วยให้การวิจัยครั้งนั้นดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการออกแบบการวิจัยที่ดีช่วยให้ผู้วิจัยสามารถกำหนดการวัดค่าตัวแปร การเลือกตัวอย่างผู้ให้ข้อมูล และวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ส่งผลให้ได้ ผลการวิจัยที่ถูกต้องน่าเชื่อถือ

ความสำคัญของการออกแบบการวิจัย

1.ช่วยชี้นำการทำวิจัยให้ถูกต้องในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการวิจัย

2.ช่วยกำหนดหนดกรอบแนวคิดในการเลือกกลุ่มตัวอย่าง การวัดตัวแปร การวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนการแปลความหมายของผลการวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผลการวิจัย

3.เพื่อควบคุมสถานการณ์ในการดำเนินการวิจัยให้เป็นไปอย่างมีระบบระเบียบตลอดการวิจัย

4.เพื่อแสดงให้เห็นถึงวิธีการป้องกันความคลาดเคลื่อนการขจัดและหลีกเลี่ยงอคติที่จะเกิดขึ้นในการวิจัย

ในการออกแบบการวิจัยต้องอาศัยองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้

                    - ปัญหาการวิจัย / คำถามการวิจัยที่ชัดเจน

                    - กรอบแนวคิดการวิจัย

                    - วัตถุประสงค์และสมมุติฐานการวิจัย

                    - ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการศึกษา

                    - คุณลักษณะและคุณสมบัติของตัวแปรที่ศึกษา

                    - สถานที่และเวลาในการทำวิจัย

                    - งบประมาณ

                    - จริยธรรมในการวิจัย

ปัจจัยที่มีผลต่อความตรงภายนอก

                    1. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง และตัวแปรทดลอง (Interaction effects of selection biases and treatment) เป็นผลร่วมกันระหว่างการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นตัวแทนที่ดีของประชากรและตัวแปรทดลองที่นำมาศึกษากลับกลุ่มตัวอย่างนั้นไม่เหมาะสมกัน ทำให้ไม่สามารถสรุปผลการวิจัยกลับไปยังประชากรได้อย่างสมบูรณ์ เช่น การเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยเจาะจงผู้ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง หรือใช้อาสาสมัครเป็นกลุ่มทดลอง ผลการวิจัยจะนำไป อ้างอิงได้กับประชากรที่เจาะจงผู้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง หรืออาสาสมัครเท่านั้น จะไม่สามารถอ้างอิงไปยังกลุ่มอื่นได้

                    2. อิทธิพลร่วมระหว่างแหล่งทดลองและสิ่งทดลอง (Interaction of setting Treatment) เป็นการที่ผู้วิจัยเลือกศึกษาเฉพาะหน่วยงานที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสิ่งทดลอง ในขณะที่บางหน่วยงานไม่ได้รับคัดเลือก ทำให้กลุ่มตัวอย่างไม่เป็นตัวแทนที่ดีของกลุ่มประชากร

                    3. ปฏิกิริยาร่วมระหว่างการทดสอบครั้งแรกกับวิธีทดลอง (Interaction effect of testing and treatment) เป็นผลจากการทดสอบครั้งแรกที่ไปกระตุ้นให้กลุ่มทดลองมีการตอบสนองต่อวิธีการทดลองเปลี่ยนไป จนทำให้ผลการทดสอบครั้งหลังเพิ่มขึ้นหรือลดลง ดังนั้นผลการทดสอบครั้งหลังจึงไม่ได้มาจากตัวแปรอิสระเพียงอย่างเดียว การสรุปอ้างอิงไปยังประชากรยังไม่สมบูรณ์ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้

                    4. อิทธิพลร่วมระหว่างเหตุการณ์พ้องและสิ่งทดลอง (Interaction of history and treatment) พบในกรณีที่ขณะดำเนินการทดลองได้มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น และตื่นตัวต่อผลที่จะได้รับจากเหตุการณ์ เมื่อกลุ่มตัวอย่างได้สิ่งทดลองก็จะทำให้เพิ่มประสิทธิผลของสิ่งทดลอง  ทำให้กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาแตกต่างจากกลุ่มประชากร ผลการวิจัยจึงขาดความตรงภายนอก

                    5. ปฏิกิริยาอันเนื่องมาจากวิธีการทดลอง (reaction effect of experimental procedures) วิธีการทดลองอาจมีผลต่อตัวแปรตามโดยที่ตัววิธีการนั้นไม่ได้เป็นตัวแปรอิสระอย่างใด เช่น เมื่อกลุ่มตัวอย่างรู้ตัวว่าอยู่ในกลุ่มทดลองจึงเกิดความกระตือรือร้นตั้งใจเป็นพิเศษทำให้ผลการทดลองออกมาสูงซึ่งเป็นความคลาดเคลื่อนประเภทหนึ่งที่เรียกว่าฮอธอร์น เอฟเฟค (Hawthorne effect) และในกรณีเมื่อกลุ่มควบคุมรู้ว่าจะต้องแข่งขันกับกลุ่มทดลอง จึงมุมานะเป็นพิเศษ ทำให้ผลการทดลองออกมาสูงเช่นกัน ซึ่งเป็นความคลาดเคลื่อนที่เรียกว่า จอห์น เฮนรี่ เอฟเฟค (John Henry effect)

                    6. ปฏิกิริยาร่วมจากหลายๆ วิธีการจัดทำกระทำ (multiple treatment interference) เป็นผลร่วมกันของวิธีการจัดกระทำครั้งก่อนอาจจะยังคงเหลืออยู่แล้วได้รับวิธีการจัดกระทำใหม่เข้าไปอีก ทำให้ไม่สามารถทราบได้ว่า เป็นผลของวิธีการจัดกระทำวิธีใดอย่างแท้จริง

ปัจจัยที่มีผลต่อความตรงตามโครงสร้าง

1. การแปลและสรุปเนื้อหาของแนวคิดทฤษฎีไม่ถูกต้อง เนื่องจากการขาดทักษะการแปลและสรุปเนื้อหา ทำให้เนื้อหาที่รวบรวมมาเขียนนิยามเชิงปฏิบัติการของตัวแปรไม่ตรงกับแนวคิดทฤษฎี

2. คำนิยามของตัวแปรไม่ครอบคลุมมโนทัศน์โครงสร้างของตัวแปรที่ระบุในแนวคิดทฤษฎีของตัวแปร ทำให้เครื่องมือการวิจัยขาดความตรงตามโครงสร้าง

3. การใช้เครื่องมือวัดเพียงเครื่องมือเดียว  การรวบรวมข้อมูลในบางกรณีจำเป็นต้องใช้เครื่องมือหลายชนิด หรือมากกว่า 1 ชนิด จึงจะทำให้ข้อมูลที่ได้ครอบคลุมมิติที่ต้องการวัด เช่น แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกตพฤติกรรม และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์การแพทย์อื่นๆ

4. การใช้วิธีการรวบรวมข้อมูลที่ไม่เหมาะสม เช่น ในผู้สูงอายุที่ขาดทักษะการอ่านโดยใช้แบบสอบถาม

การวางแผนการวิจัย

          การวางแผนการวิจัยเป็นการเตรียมการเพื่อดำเนินการวิจัยโดยการเขียนข้อเสนอหรือเค้าโครง โครงการวิจัยหรือแผนงานวิจัย เพื่อที่จะนำเสนอให้เห็นว่าข้อเสนอหรือเค้าโครงโครงการวิจัยหรือแผนงานวิจัยเป็นเค้าโครงการวิจัยที่ดีและมีประโยชน์อย่างแท้จริง ดังนั้น ในการวางแผนการวิจัยอย่างมี ประสิทธิภาพจึงควรเรียนรู้ในเรื่องของหลักและแนวปฏิบัติในการวางแผนการวิจัย การจัดทำโครงการวิจัย และตัวอย่างโครงการวิจัย


หลักและแนวปฏิบัติในการวางแผนการวิจัย

           การวางแผนการวิจัยเป็นการสร้างแบบแผนของการวิจัยแต่ละโครงการให้มีรูปแบบอย่างชัดเจน โดยการวางแผนการวิจัยเกี่ยวข้องกับการออกแบบโครงการวิจัยซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ กระบวนการวิจัย และกระบวนการบริหารโครงการวิจัย ดังนี้ (สิน พันธุ์พินิจ, 2549: 107-10)

          1. กระบวนการวิจัย นักวิจัยจะต้องออกแบบการวิจัยให้ครอบคลุมขั้นตอน หลักการ วิธการหรือ ทฤษฎีทางการวิจัยให้ถูกต้อง น่าเชื่อถือ และมีความสมบูรณ์ตามศาสตร์ของการวิจัย

2. กระบวนการบริหารโครงการวิจัย

          การออกแบบกระบวนการบริหารโครงการวิจัยเป็นการจัดวางปัจจัยหรือทรัพยากรต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการดำเนินการวิจัยตั้งแต่เริ่มต้นจนสามารถเผยแพร่ผลการวิจัยได้ ทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร โครงการวิจัยจะเป็นดัชนีหรือเครื่องบ่งชี้การทำวิจัยให้สำเร็จนอกกเหนือจากความรู้ ความสามารถในการทำวิจัย การออกแบบกระบวนการบริหารโครงการวิจัยควรประกอบด้วยปัจจัยต่าง ๆ

          การออกแบบกระบวนการบริหารโครงการวิจัยขนาดเล็กอาจไม่ซับซ้อนมากนัก แต่หากเป็นโครงการขนาดใหญ่อาจจะต้องกำหนดการประสานงาน การกำกับดูแล การประเมินความก้าวหน้า และการทำรายงานเสนอเจ้าของทุนเป็นช่วงๆ ตลอดจนกิจกรรมอื่น ๆ ที่จะทำให้การบริหารโครงการรัดกุม และดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

 

การวิเคราะห์ข้อมูล

กล่าวถึงวิธีการทางสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งอาจเป็นสถิติพรรณนาหรืออ้างอิง หรือทั้งสองอย่าง โดยทั่วไปสถิติที่ใช้ในการวิวิเคราะข้อมูลจะมี 3 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มที่ 1 สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบเครื่องมือ เช่น สูตรการหาค่าความเที่ยงตรงทั้งฉบับ สูตรการหาค่าความยากรายข้อ ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ

กลุ่มที่ 2 สถิติพื้นฐาน มักจะได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงบนมาตรฐาน (SD)

กลุ่มที่ 3 สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐาน (ถ้ามี) ส่วนการหาค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2)และดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ไม่ใช่เรื่องของสถิติ แต่เป็นการใช้สูตรหาค่า E1/E2/E.I. โดยนิยมที่จะเรียงไว้หลังสถิติทั้ง 3 กลุ่ม

          สรุปการเขียนบทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัยเป็นส่วนที่บรรยายถึงขั้นตอนการปฏิบัติที่ทำการวิจัยจริง จึงต้องเขียนให้ผู้อ่านเห็นภาพ ผู้วิจัยดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนอย่างไร ในทุกหัวข้อเรื่องของบทที่ 3

 

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างของงานวิจัยบทที่ 3

 

หัวข้อที่วิเคราะห์

การใช้ชุดกิจกรรมท่ารำมวยโบราณส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กปฐมวัย(เรื่องที่ 1)

ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์การฉีก ตัด ปะเศษวัสดุ (เรื่องที่ 2)

ทักษะการสังเกตและการเปรียบเทียบของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้วยการย้อมสี (เรื่องที่ 3)

 

ความแตกต่าง

1. ประชากรที่ศึกษา

ประชากร คือ นักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนอนุบาลเปล่งประสิทธิ์สายลม ปีการศึกษา 2560 จำนวน 3 ห้องเรียน

ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ เด็กปฐมวัยชาย – หญิง อายุระหว่าง 4-5 ขวบ ที่กําลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาล 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 ของโรงเรียนในสหวิทยาเขตเขื่อน กระเสียว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี รวม 9 โรงเรียน

ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัยชาย-หญิงอายุระหว่าง 5-6 ปีที่กําลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนอนุบาลช้างมงคลเขตหนองจอกกรุงเทพมหานครสังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนจำนวน 2 ห้องเรียนซึ่งมีนักเรียนรวม 35 คน

วิจัยเรื่องที่ 1 และเรื่องที่ 2 บอกปีการศึกษา เรื่องที่ 2 และเรื่องที่ 3 บอกช่วงอายุของประชากรที่ศึกษา

2. การเลือกกลุ่มตัวอย่าง

กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นอนุบาล 12 โรงเรียนอนุบาลเปล่งประสิทธิ์สายลม ปี การศึกษา 256) จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียนจำนวน 16 คน เลือกแบบเจาะจง (PurpNase Sampling)

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ เด็กปฐมวัยชาย – หญิง อายุระหว่าง 4 - 5 ขวบ ที่กําลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาล 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 ของโรงเรียนบ้านพุบ่องป่าปี ตำบลห้วยขมิ้น อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน

 

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัยชาย - หญิงอายุระหว่าง 5-  6 ปีที่กําลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนอนุบาลช้างมงคล เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานบริหารคณะกรรมการส่งเสริม

วิจัยเรื่องที่ 1 เป็นการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง แต่วิจัยเรื่องที่ 2 และวิจัยเรื่องที่ 3 เป็นการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสุ่มอย่างง่าย

 

 

 

 

 

หัวข้อที่วิเคราะห์

การใช้ชุดกิจกรรมท่ารำมวยโบราณส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กปฐมวัย

(เรื่องที่ 1)

ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์การฉีก

ตัด ปะเศษวัสดุ (เรื่องที่ 2)

ทักษะการสังเกตและการเปรียบเทียบของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม

ศิลปะสร้างสรรค์ด้วยการย้อมสี(เรื่องที่ 3)

 

ความแตกต่าง

2. การเลือกกลุ่มตัวอย่าง (ต่อ)

 

13 คน โดยมีขั้นตอนการเลือกกลุ่มตัวอย่าง ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย

การศึกษาเอกชน จำนวน 18 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sanpling) โดยการจับสลากนักเรียนอนุบาลชั้นปีที่ 3 มา 1 ห้องเรียนจากจำนวนทั้งหมด 2 ห้องเรียน

 

 

3. ตัวแปรที่ศึกษา

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 


หัวข้อที่วิเคราะห์

การใช้ชุดกิจกรรมท่ารำมวยโบราณส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กปฐมวัย

(เรื่องที่ 1)

ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์การฉีก

ตัด ปะเศษวัสดุ (เรื่องที่ 2)

ทักษะการสังเกตและการเปรียบเทียบของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม

ศิลปะสร้างสรรค์ด้วยการย้อมสี

(เรื่องที่ 3)

 

ความแตกต่าง

4. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

1. ชุดกิจกรรมท่ารำมวยโบราณ

2. แบบประเมินความสามารถในการรำมวยโบราณ

3. แบบบันทึกพฤติกรรม การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

 

1. แผนการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์การฉีก ตัด ปะเศษวัสดุ

2. แบบทดสอบวัดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก แบ่งออกเป็น 2 ชุด

- ชุดที่ 1 แบบทดสอบการฉีก ตัด ปะเศษวัสดุลงบนใบงาน

- ชุดที่ 2 แบบทดสอบการฉีก ตัด ปะเศษวัสดุตามรอยเส้น

1. แผนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้วยการย้อมสีจำนวน 24 กิจกรรม

2. แบบทดสอบวัดทักษะการสังเกตของเด็กปฐมวัย

3. แบบทดสอบวัดทักษะการเปรียบเทียบของเด็กปฐมวัย

วิจัยเรื่องที่ 1 ใช้ชุดกิจกรรม

วิจัยเรื่องที่ 2 และเรื่องที่ 3 ใช้แผนการจัดกิจกรรม

วิจัยเรื่องที่ 1 และเรื่องที่ 3 ใช้แบบประเมิน

วิจัยเรื่องที่ 2 ใช้แบบทดสอบวัดความสามารถ

 



 

 


หัวข้อที่วิเคราะห์

การใช้ชุดกิจกรรมท่ารำมวยโบราณส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กปฐมวัย

(เรื่องที่ 1)

ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์การฉีก

ตัด ปะเศษวัสดุ (เรื่องที่ 2)

ทักษะการสังเกตและการเปรียบเทียบของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม

ศิลปะสร้างสรรค์ด้วยการย้อมสี

(เรื่องที่ 3)

 

ความแตกต่าง

5. การรวบรวมข้อมูล

1. แนะนำกิจกรรมท่ารำมวยโบราณส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กปฐมวัยจำนวน 9 ชุดกิจกรรม ให้นักเรียนได้รู้จักโดยใช้ภาพและสื่อวีดีทัศน์เพื่อเป็นการกระตุ้นและดึงดูดความสนใจของนักเรียน

2. ทำการจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมท่ารำมวยโบราณจำนวน 9 ชุดกิจกรรมใช้เวลาในการจัดกิจกรรมละ 45 นาที (ทั้งนี้ผู้สอนใช้สอนและทดสอบทั้งในและนอกเวลาเรียน) เมื่อสิ้นสุดการเรียนรู้แต่ละครั้งผู้สอนประเมินความสามารถในการรำมวยโบราณและบันทึกพฤติกรรมของการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยในระหว่างการจัดกิจกรรม

3. เก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อนำไปประมวลผลและวิเคราะห์

การทดลองในครั้งนี้ดำเนินการในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 เป็นเวลา 5 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 40 นาที ระหว่างเวลา 10.00 - 10.40 น. รวม 25 ครั้ง ในกิจกรรม ศิลปสร้างสรรค์การฉีก ตัด ปะเศษวัสดุ โดยมีลำดับขั้นตอน ดังนี้

1. สร้างความคุ้นเคยกับกลุ่มตัวอย่างและทดลองการทำกิจกรรมเป็นเวลา 1 วัน

2. นําแบบทดสอบวัดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมา ทดสอบก่อนการทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง

3. ผู้วิจัยทำการทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง

1. ทดสอบเด็กก่อนทดลอง  (Pretest) กับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง  เพื่อหาพื้นฐานทักษะการสังเกตและเปรียบเทียบ โดยใช้แบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น

2. ผู้วิจัยดำเนินการทดลองด้วยตนเอง โดยกลุ่มตัวอย่างจะได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้วยการย้อมสี ซึ่งใช้เวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ ๆ ละ 3 วัน ๆ ละ 1 ครั้ง ๆ ละ 40 นาทีช่วงระหว่างเวลา 10.00-10.40 น. รวมทั้งสิ้น 24 ครั้งจำนวน 24 กิจกรรม

เรื่องที่ 1 และ เรื่องที่ 3 ใช้หัวข้อว่าการเก็บรวบรวมข้อมูล

เรื่องที่ 2 ใช้หัวข้อว่า วิธีดำเนินการทดลอง

 

หัวข้อที่วิเคราะห์

การใช้ชุดกิจกรรมท่ารำมวยโบราณส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กปฐมวัย

(เรื่องที่ 1)

ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์การฉีก

ตัด ปะเศษวัสดุ (เรื่องที่ 2)

ทักษะการสังเกตและการเปรียบเทียบของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม

ศิลปะสร้างสรรค์ด้วยการย้อมสี

(เรื่องที่ 3)

 

ความแตกต่าง

6. รูปแบบของการวิจัย

วิจัยเชิงทดลอง

วิจัยเชิงทดลอง

วิจัยเชิงทดลอง

วิจัยทั้ง 3 เรื่องเป็นวิจัยเชิงทดลอง

7. การวิเคราะห์ข้อมูล

ผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลที่ได้หลังจากการบันทึกผลการประเมินหลังจากการใช้ชุดกิจกรรมท่ารำมวยโบราณส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กปฐมวัยวิเคราะห์แบบบันทึกพฤติกรรมการใช้ชุดกิจกรรมท่ารำมวยโบราณของนักเรียนประชากรเป้าหมายโดยใช้สถิติพื้นฐานค่าร้อยละ (Percentage) และค่าเฉลี่ย (Mean)

1. สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

1.1 คะแนนเฉลี่ย

1.2 หาค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน

2. สถิติการหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดความสามารถทางด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก

2.1 สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือด้านความเที่ยงตรงของเนื้อหา

3. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานการวิจัย

3.1 การเปรียบเทียบคะแนนความสามารถทางด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กก่อนการทดลองและหลังการทดลองโดยใช้ t – test แบบ Dependent Samples

1. หาสถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าคะแนนเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน

2. เปรียบเทียบความแตกต่างของความสามารถด้านทักษะแสวงหาความรู้ก่อนและหลังทดลองโดยใช้สูตร t - test for Dependent Samples

3. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

วิจัยทั้ง 3 เรื่องเป็นการใช้ค่าสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล


บรรณานุกรม

 

บุญชม   ศรีสะอาด. (2535). การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่2. กรุงเทพมหานคร: สุวีริยาสาส์น.

บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธ์. (2542)เทคนิคการสร้างเครื่องมือรวบรวมข้อมูลสำหรับการวิจัย กรุงเทพฯ: B&B 

            Publishing,

ปวีณา   ชูเชื้อ. (2561). การใช้ชุดกิจกรรมท่ารำมวยโบราณส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กปฐมวัย.

            สาขาหลักสูตรและการสอน วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์.

พรทิพย์ เทนโรจน์(2553). ทักษะการสังเกตและการเปรียบเทียบของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะ 

            สร้างสรรค์ด้วยการย้อมสี. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

รวิพร  ผาด่าน. (2557). ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม

           ศิลปสร้างสรรค์การฉีก ตัด ปะเศษวัสดุ. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

ศิริชัย  พงษ์วิชัย. (2544). การออกแบบงานวิจัย. ประมวลสาระชุดวิชาวิทยานิพนธ์ หน่วยที่ 2 

สมหวัง  พิธิยานุวัฒน์. (2530). การออกแบบการวิจัย” ใน การวิจัยทางการศึกษา: หลักและวิธีการสำหรับ

            นักวิจัย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์. (2544)ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์ กรุงเทพฯ: เฟื่องฟ้าพริ้นติ้ง.





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

IS คือ อะไร

IS ย่อมาจาก Independent Study เป็นวิชาสำคัญที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะผ่าน กระบวนการ 5 ขั้น ประกอบด้วย การศึกษาและสร้างองค์ความรู้ (ขั้นท...