การเขียนรายงานวิจัยบทที่ 1

 

การเขียนรายงานการวิจัย บทที่ 1 บทนำ

 

หลักการเขียนรายงานการวิจัย บทที่ 1 บทนำ

1. ภูมิหลัง/ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

ต้องเขียนเหตุผลของปัญหาที่จะทำวิจัยในภาพกว้าง หรือไกลสิ่งนั้นเข้าสู่จุดที่ทําวิจัยหรือใกล้สิ่งนั้น (ควรมีเอกสารอ้างอิงของอาจารย์ภาควิชา/คณะที่ศึกษาด้วย) โดยทั่วไปจะกล่าวถึง ปัญหา ตัวแปรหรือพฤติกรรมที่จะทําวิจัย กลุ่มตัวอย่าง และเทคนิค/วิธีที่จะทํากาวิจัย (ควรมีความยาว 3 – 6 หน้า)

2.กรอบแนวคิด

แสดงถึงแนวความคิด ปรัชญา/หลักการต้องอ้างอิงตํารา หรือ เอกสารที่นํามาเป็นกรอบแนวคิดด้วย (ไม่ใช่อ้างอิงงานวิจัยของอื่นมาเป็นกรอบ เพราะเท่ากับลอก เลียนการทําวิจัยของคนอื่น) งานวิจัยบางเรื่องที่ต้องใช้ทฤษฎี หลักการของนักวิชาการก็ควรมี กรอบการทําวิจัย บางเรื่องไม่ต้องมีกรอบก็ได้ เพราะหลักสําคัญของการทําวิจัยจะพิจารณาจาก จุดมุ่งหมายของการวิจัย

3.จุดมุ่งหมาย

ต้องเขียนให้กะทัดรัด ชัดเจน จัดลําดับตามผลการวิจัย ที่จะเสนอใน บทที่ 4 อาจจะมีการปรับเปลี่ยนจุดมุ่งหมายให้กระชับขึ้น เมื่อจะเขียนบทที่ 4 (ไม่ควรเอาชื่อเรื่อง การวิจัยมาเป็นจุดมุ่งหมาย เพราะจุดมุ่งหมายต้องมีรายละเอียดมากกว่าหัวข้อเรื่อง)

4.ความสำคัญ

ต้องคิดไว้ล่วงหน้าก่อนทําวิจัยว่า งานวิจัยนี้มีคุณค่า หรือมีประโยชน์ หรือไม่ ถ้าคิด ว่ามีความสําคัญหลายประเด็น ก็เขียนเป็นรายข้อ (ไม่ควรเกิน 3 ข้อ) และข้อความ ที่เขียนต้องเป็นจริงพอสมควร เมื่อมีหัวข้อความสําคัญแล้วก็ไม่จําเป็นต้องมีหัวข้อประโยชน์ของการวิจัยอีก เพราะ ความสําคัญย่อมมีคุณค่ากว่าประโยชน์ของการวิจัย

5.สมมุติฐาน

สมมุติฐาน ถ้ามีสมมุติฐานต้องสอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย (มักจะเรียงไว้เป็นข้อ หลังๆ ในจุดมุ่งหมาย)และต้องทําการทดสอบสมมุติฐานเพราะเป็นการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง แล้วอ้างอิง (Generalized) ไปยังประชากร ถ้าไม่มีการทดสอบสมมุติฐานแสดงว่าข้อมูลที่เก็บมาเป็นข้อมูลเฉพาะของกลุ่มตัวอย่าง

6.ขอบเขตของการวิจัย

ขอบเขตของการวิจัย ประกอบด้วย

6.1 ประชากร ต้องระบุให้ชัดเจนว่าเป็นใคร อยู่ที่ไหน (ถ้าเป็นสถานการศึกษาต้อง ระบุ

อําเภอ จังหวัด หรือสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาให้ชัดเจน)

6.2 กลุ่มตัวอย่าง ประชากรแล้วระบุเพียงเลือก (Sampling) หรือสุ่ม (Random) โดยวิธีใด

(ไม่ต้องระบุวิธีกําหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างว่าใช้ตาราง หรือใช้เกณฑ์ และ ไม่ต้องแสดงรายละเอียดการได้มาของกลุ่มตัวอย่าง)

6.3 ตัวแปร (ถ้ามี) ถ้ามีสมมุติฐานจึงจะมีตัวแปร (หากไม่มีสมมุติฐานก็ไม่ต้องเสนอ ตัวแปร

เพราะถึงมีตัวแปรก็ไม่เกิดประโยชน์ พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การระบุตัวแปรก็เพื่อทดสอบ สมมุติฐาน) นิสิตมักจะใส่หัวข้อ เนื้อหาการทําวิจัยลงไปด้วยโดยไม่จําเป็น เพราะชื่อเรื่องวิจัยก็ระบุเนื้อหาแล้วส่วนกําหนดเวลาในการทําวิจัย จะอยู่ในบทที่ 3 เพราะเป็นเรื่องของการดําเนินการวิจัย ไม่ใช่บริบทของการทําวิจัย (บทที่ 1)

7.นิยามศัพท์เฉพาะ

นิยามศัพท์เฉพาะ หัวข้อนี้ตรงกับคำว่า Definition เป็นการนิยามคำที่มีความสำคัญ(Key Words) ของการวิจัย และคำที่มีความสำคัญของการวิจัยที่ใช้สำหรับการวิจัยครั้งนี้เท่านั้นไม่ใช่เป็นนิยามทั่วไป จึงไม่ควรลอกมาจากเอกสาร ตำรา และไม่จำเป็นต้องมีการอ้างอิง เว้นแต่ใช่ข้อความตรงกับเอกสารตำรา จริงๆ

นิยามศัพท์เฉพาะต้องกล่าวถึงพฤติกรรมหรือวิธีการตามหัวข้อที่จะทําวิจัย เพื่อแจ้งให้คนอ่านทราบว่างานวิจัยครั้งนี้หมายถึงอะไร อย่างไร เพราะหัวข้อเรื่องคล้ายกัน แต่เป็นคนละความหมาย หรือคนละ Concept เช่น หัวข้อวิจัยที่ขึ้นด้วยคำว่า การพัฒนา...แต่ละสาขาจะมีความหมายต่างกัน จึงต้องมีนิยามให้ชัดเจนว่าหมายถึงอะไร อย่างไร และครอบคลุมไปถึงอะไรบ้าง

บางครั้ง นิยามศัพท์เฉพาะต้องชัดเจนในความหมาย และวิธีการวัด หรือวิธีเก็บข้อมูลจึงต้องระบุเครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลด้วย เรียกนิยามลักษณะนี้ว่า นิยามเชิงปฏิบัติการ(Operational Definition)” เช่น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึง ผลการเรียนรู้ในเรื่อง... ทำสามารถวัดด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จํานวน 40 ข้อ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น

 

สรุปการเขียนบทที่ 1 บทนํา

เป็นเรื่องของบริบทในการทำวิจัย เพื่อให้ผู้อ่านงานวิจัยได้ทราบว่า วิจัยครั้งนี้จะประกอบด้วยสาระอะไรบ้างอย่างกะทัดรัด ไม่เกี่ยวกับการดำเนินการ หรือการจัดกระทำ (Action) ส่วนหัวข้อ ข้อตกลงเบื้องต้นมักจะไม่กล่าวถึง(เป็นเรื่องที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ในเชิงวิทยาศาสตร์เบื้องต้น เช่น กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามด้วยความเต็มใจ เป็นต้น)









ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

IS คือ อะไร

IS ย่อมาจาก Independent Study เป็นวิชาสำคัญที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะผ่าน กระบวนการ 5 ขั้น ประกอบด้วย การศึกษาและสร้างองค์ความรู้ (ขั้นท...