การเลือกปัญหาในการวิจัย
การเลือกหัวข้อเรื่องเป็นหัวใจที่สำคัญของการทำวิจัย
สิ่งแรกที่ผู้สนใจจะทำวิจัยต้องทำ
คือ การคัดเลือกหัวข้อเรื่อง หัวข้อเรื่องที่ดีควรเป็นหัวข้อที่ไม่กว้างหรือแคบจนเกินไปเป็นหัวข้อที่มีประโยชน์ และอยู่ในความสามารถของผู้วิจัยที่จะดำเนินการได้ การเลือกหัวข้อการวิจัยต้อง
สอดคล้องกับปัญหาที่จะศึกษาปัญหานั้นอาจจะเกิดจากความอยากรู้ ความสนใจ ความสงสัย ความนึกคิด
ปรากฏการณ์ การค้นคว้า การฟัง การอ่าน การสนทนา หรือการสังเกตจากสภาพ แวดล้อมก็เป็นไปได้
การทำวิจัยแต่ละเรื่องจะต้องกำหนดประเด็นของปัญหาในการทำวิจัยให้ชัดเจน และ
การเขียนประเด็นของปัญหาควรมีหลักการ ดังนี้
1. เป็นประเด็นที่น่าสนใจ
2. เป็นประเด็นที่เป็นปัญหาจริง
ๆ อยู่ในปัจจุบัน
3. เขียนให้ตรงประเด็น
ข้อมูลเชิงเหตุผลควรจะนำไปสู่จุดที่เป็นปัญหาที่จะทำการวิจัย และชี้ให้เห็นความสำคัญของสิ่งที่จะทำวิจัย
4. มีข้อมูลอ้างอิงทำให้น่าเชื่อถือ
เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจว่าเป็นปัญหาที่มีพื้นฐานมาจากข้อมูลเชิงประจักษ์ มิใช่เกิดจากความรู้สึกหรือจินตนาการของผู้เขียน
5. ไม่ยืดยาวจนน่าเบื่อ
6. ใช้ภาษาง่าย ๆ จัดลำดับประเด็นที่เสนอให้เป็นขั้นตอนต่อเนื่องกัน
7. เป็นประเด็นที่น่าจะเป็นประโยชน์เมื่อทำการวิจัยเสร็จสิ้นแล้ว
ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ๆ
8. อยู่ในวิสัยที่ผู้วิจัยคิดว่าน่าจะทำได้ทั้งในแง่ของเวลา
ค่าใช้จ่ายตามความสามารถของ ผู้วิจัย
👉แหล่งที่มาของปัญหา
ผู้วิจัยอาจได้ปัญหาการวิจัยจากแหล่งต่าง
ๆ ดังนี้
1. ประสบการณ์ของผู้วิจัย
ผู้วิจัยอาจได้ปัญหาการวิจัยจากปัญหาที่ประสบอยู่ในการปฏิบัติงานหรือจากการสังเกตเหตุการณ์ความเคลื่อนไหว
ความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในสังคม ทำให้เกิดความสงสัยและต้องการค้นหาความรู้ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ต่าง
ๆ หรือต้องการค้นหาแนวทางวิธีการแก้ไขเหล่านั้น
2. รายงานการวิจัยของคนอื่น
ๆ ที่พิมพ์ออกมาแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในวารสารการวิจัยต่าง ๆ ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ
วิทยานิพนธ์ซึ่งเป็นผลงานวิจัยที่เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาของนิสิต นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัย
หรือสถาบันอุดมศึกษา หรือในรูปรายงานการวิจัยที่พิมพ์ออกมาเป็นเล่ม ข่าวสารการวิจัยของหน่วยงานที่ทำวิจัย
และส่งเสริมสนับสนุนการวิจัย เช่น รายงานการวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย
สภาวิจัยแห่งชาติ แม้กระทั่ง บทคัดย่อที่มีการรวบรวมไว้ เช่น Dissertation
Abstracts International รวมบทคัดย่องานวิจัยของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ
3. ทฤษฎี ผู้วิจัยอาจได้ปัญหาจากทฤษฎีต่าง
ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่สนใจ อาจสงสัยว่าในสถานการณ์
และเวลาที่แตกต่างไปเหตุการณ์ต่าง ๆ จะเป็นไปตามที่ทฤษฎีกล่าวไว้หรือไม่
ทั้งนี้เนื่องจากในสังคมศาสตร์เหตุการณ์ต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงไปได้ตามสถานการณ์ และเวลาที่เปลี่ยนไปจึงจำเป็นต้องมีการพิสูจน์ยืนยันอยู่เสมอ
4. การเข้าร่วมสัมมนา
ประชุมทางวิชาการ ในเรื่องต่าง ๆ อาจช่วยให้พบปัญหาที่ควรทำการวิจัยได้
5. การเสนอหัวข้อที่ควรทำการวิจัย
ของหน่วยงานที่ให้ทุนส่งเสริมสนับสนุนการวิจัย เช่น สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย การให้ทุนอุดหนุนการวิจัยโดยระบุลักษณะโครงการวิจัยหรือโดยการกำหนดเรื่องของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
และคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ อาจช่วยให้เลือกเรื่องที่จะทำวิจัยได้
6. จากการให้คอมพิวเตอร์พิมพ์รายชื่อเรื่องต่าง
ๆ ที่มีผู้วิจัยไว้แล้วตามหมวดต่าง ๆ ในสาขาที่ตนสนใจ
เพื่อที่จะได้แนวความคิดในการวิจัย หรือให้พิมพ์ผลงานวิจัยโดยย่อในเรื่องที่ตนสนใจเมื่อศึกษาในเรื่องเหล่านั้นอาจพบปัญหาที่จะทำวิจัย
7. จากการศึกษาค้นคว้าทาง
Internet โดยการพิมพ์ชื่อ website ที่มีการรวบรวมงานวิจัยไว้
👉เกณฑ์ในการเลือกปัญหาที่จะวิจัย
ก. ด้านผู้วิจัย
1. เป็นเรื่องที่ผู้วิจัยมีความสนใจใคร่รู้อย่างแท้จริง
หรือศรัทธาอย่างแรงกล้าในการแสวงหาคำตอบการวิจัยเป็นกิจกรรมที่ต้องอาศัย ความเพียร
ความอดทน ความตั้งใจทำอย่างระมัดระวัง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเลือกปัญหาที่ตนสนใจ
ถ้าเป็นปัญหาที่ไม่สนใจอาจทำให้งานวิจัยนั้น ขาดคุณภาพ หรือผู้วิจัยเกิดความเบื่อหน่าย
เลิกล้มกลางคันได้ อย่างไรก็ตามความสนใจอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เพราะเรื่องที่ผู้วิจัยสนใจอาจเป็นเรื่องราวที่ไม่ค่อยมีความสำคัญ
หรือมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งต้องพิจารณาด้วย
2. เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับความรู้ความสามารถของผู้วิจัย
ในการเลือกปัญหาการวิจัย ผู้วิจัยจะต้องพิจารณาถึงขีดจำกัดของความสามารถพื้นฐานและประสบการณ์ของตนอย่างเที่ยงธรรม
แล้วเลือกวิจัยในปัญหาที่ตนมีความรู้ในข้อเท็จจริงนั้นจริง ๆ ในทฤษฎีของเรื่องนั้น
ๆ และมีความสามารถความชำนาญใน เรื่อง นั้น การเลือกงานวิจัยที่ตนไม่ถนัดหรือขาดความสามารถจะทำให้เกิดปัญหาอย่างมาก
3. เป็นเรื่องที่มีทุนวิจัยเพียงพอ
ค่าใช้จ่ายในการวิจัยเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่จะต้องพิจารณาให้รอบคอบ ควรทำประมาณการค่าใช้จ่ายในโครงการวิจัยให้ละเอียด
ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างบุคลากร ค่าใช้คอมพิวเตอร์ ค่าวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ
ค่าเดินทางเก็บรวบรวมข้อมูล ค่าจ้างพิมพ์รายงานการวิจัย ค่าใช้จ่ายเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งในการกำหนดความสมบูรณ์
หรือ ความกว้างขวางของเรื่องที่วิจัย ถ้ามีทุนมากก็จะเอื้อต่อการวิจัยในเรื่องที่มีความลุ่มลึก
มีความสมบูรณ์มากขึ้น แต่การวิจัยในเรื่องที่มีคุณค่า ไม่จำเป็นต้องลงทุนมากเสมอไป
ในเรื่องทุนการวิจัยนี้บางครั้งอาจได้รับการสนับสนุนให้ทุนอุดหนุนจากหน่วยงาน สถาบันที่ส่งเสริมการวิจัยถ้าเสนอโครงการวิจัยในเรื่องที่อยู่ในความสนใจ
เป็นเรื่องที่เข้าเกณฑ์ตามที่วางไว้ หรือใช้งบประมาณของหน่วยงานของตน ลักษณะดังกล่าวนี้จะช่วยขจัดปัญหาเกี่ยวกับทุนวิจัยได้
ข. ด้านปัญหาที่จะทำการวิจัย
1. เป็นปัญหาที่มีความสำคัญ
กล่าวคือ ผลของการวิจัยมีคุณค่าหรือเป็นประโยชน์ต่อสังคม
ต่อหน่วยงานแก้ไขปัญหาต่าง ๆ หรือเสริมสร้างความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการ
2. ควรเป็นปัญหาที่มีลักษณะริเริ่ม
มีนวภาพ ไม่เลียนแบบคนอื่นมี Originality สูงไม่ว่าจะเป็นด้านจุดประสงค์ในการวิจัยหรือวิธีการวิจัย
ค. ด้านสภาพที่เอื้อต่อการวิจัย
1. มีแหล่งสำหรับค้นคว้าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยอย่างเพียงพอ
อาจจะเป็นห้องสมุด หรือบริการสืบค้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์
2. สามารถขอความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้องในการวิจัย
เช่น จากผู้สร้างเครื่องมือรวบรวมข้อมูล (กรณีไม่ได้สร้างเอง) ความร่วมมือจากกลุ่มตัวอย่าง
ความร่วมมือจากหน่วยงานวิเคราะห์ ข้อมูล
👉ข้อผิดพลาดในการเลือกปัญหาวิจัย
1. เลือกหัวข้อปัญหาตามผู้อื่น
หรือผู้อื่นมอบปัญหาการวิจัยให้ โดยที่ผู้วิจัยไม่มีความรู้ ความสนใจพอ
เมื่อทำวิจัยมักเกิดปัญหาอุปสรรค ต่าง ๆ
2. เลือกปัญหาที่กว้างเกินไป
เกินกำลังความสามารถของตนเอง
3. เลือกปัญหาอย่างรีบร้อน
และลงมือวิจัยโดยไม่ได้วางแผนให้รอบคอบล่วงหน้า
4. ขาดการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย
หรือศึกษาไม่เพียงพอ ทำให้มีความคิดคับแคบทำการวิจัยไม่รัดกุม
ขอบเขตของการวิจัย
ในการกำหนดปัญหาการวิจัยให้มีความชัดเจนนั้นผู้วิจัยจำเป็นต้องพิจารณากำหนดขอบเขตของปัญหาหรือขอบเขตของ
การศึกษาในแง่มุม ต่าง ๆ ด้วย เช่น
1. ขอบเขตของประชากร
ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับชนิดของประชากร แหล่งพื้นที่ของ ประชากร ขนาดของประชากร เช่น
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็น ครูวิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด..........เขต.....
2. ขอบเขตของตัวแปรที่ศึกษา
ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับชนิดของตัวแปร โครงสร้างหรือองค์ประกอบของตัวแปร เช่น สมรรถภาพครูคณิตศาสตร์ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้
มีองค์ประกอบ 4 ด้าน ดังนี้คือ ด้านความรู้ความเข้าใจเนื้อหาวิชา
ด้านความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเรียนการสอน ด้านความสามารถในการสอนและด้านบุคลิกภาพ
3. ขอบเขตของระยะเวลาที่ศึกษา เป็นการกำหนดช่วงระยะเวลาของเรื่องหรือเหตุการณ์ ที่ต้องการศึกษา เช่น การศึกษาครั้งนี้เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเดือน กรกฎาคม – กันยายน พ.ศ. 2567
การกำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย
การกำหนดวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายของการวิจัย
เป็นขั้นตอนที่สำคัญอีกขั้นตอนหนึ่งของการวิจัย ถ้ากำหนดวัตถุประสงค์ไม่ชัดเจนจะทำให้ผลการวิจัยที่ได้ไม่สอดคล้องกับความต้องการของปัญหาที่จะศึกษา
ในบางครั้งถ้าพิจารณาชื่อเรื่องอย่างเดียวไม่สามารถตอบข้อคำถามได้ครบตามต้องการจึงจำเป็นจะต้องกำหนดวัตถุประสงค์
เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ทำการวิจัยสามารถบอกรายละเอียดได้ว่า จะต้องศึกษา อะไรบ้าง เพื่อเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ข้อมูล
และการเสนอผลการวิจัยได้อย่างชัดเจน การกำหนดวัตถุประสงค์ ควรกำหนดเป็นข้อ ๆ เพื่อความสะดวกและมีความชัดเจนในการวิเคราะห์และตอบคำถามของแต่ละข้อ
สำหรับการตั้งวัตถุประสงค์ของการวิจัยส่วนใหญ่ ควรขึ้นต้นด้วยคำว่า “เพื่อ” และตามด้วยข้อความที่จะแสดงการกระทำในการวิจัย
ซึ่งมักจะเป็นคำต่อไปนี้ เช่น ศึกษา สำรวจ เปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์ หาผลกระทบ
เป็นต้น
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
การทำวิจัยแต่ละเรื่องจะต้องทราบว่าเมื่อทำวิจัยเสร็จแล้วจะนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์อย่างไร
ประโยชน์ของการวิจัย อาจใช้ได้หลายลักษณะ เช่น บางหน่วยงานอาจจะนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบาย
ปรับปรุงการเรียนการสอน ใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจ
แก้ปัญหาที่กำลังประสบหรือทำข้อเสนอแนะ เป็นต้น
เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย
ในการทำวิจัย
กิจกรรมที่จำเป็นอย่างยิ่งประการหนึ่ง คือ การศึกษาค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย
ซึ่งจะช่วยให้ได้แนวทางในการวิจัยช่วยให้ทำการวิจัยได้สำเร็จอย่างมีคุณภาพ นอกเหนือจากการช่วยให้ได้ปัญหาในการวิจัยสำหรับผู้วิจัยบางคน
ซึ่งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย หมายถึง ตำรา หนังสือ เอกสารอ้างอิง รายงานการวิจัย
บทคัดย่อการวิจัย วารสาร นิตยสารที่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวข้อง หรือสอดคล้องกับเรื่องที่วิจัยที่สามารถอ้างอิงได้
ประโยชน์ของการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย
1. ช่วยให้เข้าใจทฤษฎี
แนวความคิดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่วิจัย
2. ช่วยป้องกันการทำวิจัยซ้ำซ้อนกับคนอื่น
ๆ ที่วิจัยไปแล้ว
3. ช่วยให้ทราบผลงานวิจัยที่ผ่านมาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะวิจัย
ว่ามีการศึกษากว้างขวางมากน้อยแค่ไหนในแง่มุมใด ผลการวิจัยเป็นเช่นไร ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่จะนำมาประกอบ
เหตุผลในการตั้งสมมุติฐานของผู้วิจัย และนำมาประกอบเหตุผลในการอภิปรายผลการวิจัย
4. ได้แนวทางในการดำเนินการวิจัย
เลือกตัวแปรที่จะศึกษา ออกแบบการวิจัย สร้างเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล แปลผล
สรุปผลและเขียนรายงานการวิจัย
5. เป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพของเรื่องที่จะวิจัย
เพราะในการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยอย่างกว้างขวางจริงจังจะช่วยให้เข้าใจในเรื่องที่จะศึกษาอย่างลุ่มลึก
ในการศึกษาผลงานวิจัยต่าง ๆ ทำการพิจารณาถึงจุดอ่อนและจุดดีของแต่ละเรื่อง แล้วหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดจุดอ่อนและเสริมสร้างจุดดี
เหล่านั้นให้เกิดขึ้นในการวิจัยของตน
การศึกษาเอกสารหรือผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่จะวิจัย
มีข้อควรพิจารณาต่อไปนี้
1. ควรเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรง
เช่น เรื่องที่จะศึกษาเกี่ยวกับการบริหารงานของผู้บริหารกรมสามัญศึกษา การศึกษาเอกสารก็ควรเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริหารงานในด้านต่าง
ๆ เพื่อที่จะดูว่ากลุ่มตัวอย่างคือใคร มีวิธีการทำอย่างไร และผลการวิจัยเป็นอย่างไร
2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะวิจัย
ในบางครั้งจำเป็นต้องนำมาอ้างอิง ดังเช่น ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อเรื่องในเรื่องการบริหาร
3. การศึกษาเอกสาร หรือผลงานวิจัย
หลังจากได้อ่านแล้วควรจับประเด็นสำคัญที่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการวิจัย ในบางครั้ง
ผลการวิจัยจำเป็นต้องกล่าวถึงวิธีการวิจัย กลุ่มตัวอย่าง ปีที่ทำการวิจัยเนื่องจากสิ่งเหล่านี้แสดงถึงความน่าเชื่อถือของงานวิจัย
4. การอ้างถึงเอกสารหรือผลงานวิจัย
ควรจัดลำดับหัวข้อตามความสำคัญของประเด็นหรือตัวแปรที่ศึกษา ไม่ใช่จัดตามเรื่องที่ได้ค้นพบก่อนหลัง
การจัดลำดับหัวข้อตามความสำคัญของประเด็นหรือตัวแปรที่ศึกษา จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย
และยังช่วยทำให้เห็นความสำคัญของผลการวิจัย
ที่มา: Website บทเรียนออนไลน์ การวิจัยการศึกษาเบื้องต้น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม http://wbc.msu.ac.th/wbc/edu/0504304/lesson3.html
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น