การเขียนรายงานวิจัย บทที่ 4

 

การเขียนรายงานวิจัย บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

 

wการจัดกระทำกับข้อมูลก่อนการประมวลผล / การจัดหมวดหมู่ข้อมูล

wการพิจารณาจุดมุ่งหมายและสมมติฐานการวิจัย

wสถิติพื้นฐานที่ครูควรรู้

wการคำนวณค่าสถิติ

wการแปลผลการวิเคราะห์ / การแปลความหมายผลการวิเคราะห์ข้อมูล 

wการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล

÷การเปรียบเทียบความแตกต่างในการเขียนรายงานวิจัยบทที่ 4 จากงานวิจัยที่ศึกษา


เอกสารอ้างอิง

 

การเขียนรายงานวิจัย บทที่ 4  ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

 

การจัดกระทำกับข้อมูลก่อนประมวลผล / การจัดหมวดหมู่ข้อมูล

เป็นการเลือกสรรข้อมูล จัดประเภทข้อมูลหรือจัดหมวดหมู่ของข้อมูล เพื่อให้สะดวกต่อการที่จะนำไปวิเคราะห์ในอันที่จะนำไปตรวจสอบสมมติฐานตลอดจน พิจารณาเลือกใช้สถิติที่จะวิเคราะห์ให้เหมาะสมกับลักษณะของข้อมูล เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลแล้วก็คิดหาวิธีการนำเสนอค่าสถิติที่ได้ว่าควรจัดเสนอ แบบใดจึงจะเหมาะสม และมีความหมายมากที่สุด เพื่อประโยชน์ในการเขียนรายงานการวิจัย

1. ใส่ข้อมูล (Input)  เป็นการจัดเตรียมข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ เช่น การบันทึกรอยคะแนน การลงรหัสข้อมูล การถ่ายข้อมูล ลงคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

2. ประมวลผล (Processing) เป็นขั้นตอนของ การจัดแบ่งประเภทของข้อมูล สำหรับการวิจัย เชิงคุณภาพและเป็นขั้นตอนการคำนวณ สำหรับการวิจัย เชิงปริมาณ ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจจะคำนวณด้วยมือ ใช้เครื่องคิดเลข หรือใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นอยู่กับปริมาณของข้อมูลและปัจจัยเอื้ออำนวย

3. ผลลัพธ์ (Output) เป็นขั้นตอนที่นำผลจากการขั้นตอนที่ได้จากขั้น Processing มาเขียนเป็นรายงาน หรือเสนอในรูปแบบของตารางหรือแผนภูมิต่างๆ แล้วแปลความหมายของผลที่ได้

การพิจารณาจุดมุ่งหมายและสมมติฐานการวิจัย

จุดมุ่งหมายทั่วไปของการวิจัย  การวิจัยเป็นกระบวนการค้นคว้าหาความรู้ความจริงตามระเบียบวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการค้นคว้าหาความรู้ความจริง เพื่อจุดมุ่งหมายดังต่อไปนี้

1. เพื่อใช้ในการทำนาย ผลที่ได้จากการวิจัยสามารถนำไปใช้พยากรณ์หรือทำนายเหตุการณ์ในอนาคตได้ว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นหรือมีแนวโน้มอย่างไร ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้เตรียมตัวรับสถานการณ์ไว้ล่วงหน้า

2. เพื่อใช้ในการอธิบาย จุดมุ่งหมายของการวิจัยเพื่อนำผลที่ได้ไปใช้อธิบายปัญหาหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ยังไม่ทราบสาเหตุว่าสิ่งใดเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดผลหรือสิ่งใดเป็นผลที่ทำให้เกิดสาเหตุนั้นๆ เช่น การวิจัยหาสาเหตุที่ทำให้ผลการเรียนของนักเรียนตกต่ำ ผลที่ได้จากการวิจัยจะสามารถนามาอธิบายได้ว่ามีอะไรบ้างที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผลการเรียนของนักเรียนตกต่ำ

3. เพื่อใช้ในการบรรยาย เป็นการมุ่งนำผลที่ได้จากการวิจัยไปใช้บรรยายสภาพและลักษณะของปัญหาว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น มีสภาพและลักษณะอย่างไร เช่น การวิจัยเพื่อการสำรวจความต้องการของนักศึกษาที่มีต่อการจัดบริการของมหาวิทยาลัย การวิจัยในลักษณะนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อนำผลที่ได้จากการวิจัยมาบรรยายสภาพและลักษณะความต้องการของนักศึกษา ซึ่งการนำผลที่ได้จากการวิจัยมาบรรยายจะทำได้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงมากกว่าการบรรยายสภาพและลักษณะของปัญหาที่เกิดจากความคิดเห็นหรือการวิเคราะห์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

4. เพื่อใช้ในการควบคุม จุดมุ่งหมายการวิจัยประการนี้ เพื่อนำผลที่ได้จากการวิจัยไปวางแผนหรือกำหนดวิธีการในการควบคุมสิ่งต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่น การวิจัยหาสาเหตุที่ทำให้ผลการเรียนของนักเรียนตกต่ำ เมื่อพบสาเหตุก็สามารถหาทางควบคุมหรือป้องกันได้

5. เพื่อใช้ในการพัฒนา ผลการวิจัยอาจนำมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาได้ เช่น การพัฒนาบุคคล พัฒนาระบบการทำงานพัฒนาอาคารสถานที่ ฯลฯ ดังผลการวิจัยที่พบว่าอาจารย์ส่วนใหญ่สอนวิชาวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมโดยวิธีบรรยายมากกว่าการทดลอง ดังนั้นอาจารย์และผู้บริหารของโรงเรียนก็ควรที่จะได้หาทางปรับปรุงวิธีการสอนให้ถูกต้องและสอดคล้องกับธรรมชาติของวิชามากขึ้น

หากกล่าวถึงจุดมุ่งหมายทั่วไปของการวิจัยอย่างกว้าง ๆ ในการทำการวิจัยใด ๆ ก็ตาม ผู้วิจัยจะมีจุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่งใน 2 ประการนี้ คือ

1. เพื่อเพิ่มพูนความรู้ใหม่ เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์มีความอยากรู้อยากเห็นอยากทราบเหตุผลและปรากฏการณ์ของสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จึงทำการวิจัยเพื่อค้นหาคำตอบสิ่งใดที่พอรู้อยู่บ้างก็ทำให้รู้และเข้าใจดียิ่งขึ้นเป็นการเพิ่มพูนวิทยาการให้กว้างขวางลึกซึ้ง

2. เพื่อนำผลไปประยุกต์หรือใช้ให้เป็นประโยชน์ จุดมุ่งหมายของการวิจัยนั้นเกิดขึ้นเมื่อมีปัญหาที่จะต้องค้นคว้าหาความจริงเพื่อนำผลที่ได้จากการวิจัยไปแก้ปัญหาหรือประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไป          จุดมุ่งหมายของการวิจัยทั้ง 2 ประการนี้มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันทั้งนี้เพราะจุดมุ่งหมายประการ แรกมุ่งวิจัยเพื่อเพิ่มพูนความรู้ใหม่ทำให้ค้นพบกฎหรือทฤษฎีซึ้งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ตามจุดมุ่งหมายของการวิจัยในข้อ 2

 

สมมุติฐาน คือ ข้อความที่ระบุความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร (Variables) หรือแนวคิด (Concepts) ซึ่งผู้ที่จะทำการวิจัยต้องการจะทำการทดสอบว่าเป็นความจริงหรือไม่ สมมติฐานเป็นสิ่งที่สามารถพิสูจน์ว่าถูกต้องหรือไม่ การพิสูจน์ทำได้โดยการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งไม่จำเป็นเสมอไปว่าจะต้องยืนยันว่า สมมติฐานที่ตั้งไว้นั้นจะถูกต้องเสมอ ข้อมูลที่เก็บมาได้อาจจะพิสูจน์ได้ว่า สมมติฐานนั้นไม่เป็นจริง

ลักษณะของสมมติฐาน  สมมติฐาน คือ ข้อความที่ระบุความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ผู้วิจัยต้องการทดสอบ การเขียนสมมติฐานที่ดีและถูกต้อง  สมมติฐานที่ดีนั้นจะต้องระบุความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม โดยกำหนดให้เห็นทิศทางของความสัมพันธ์ว่าเป็นไปในทางลบหรือทางบวก พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขว่าความสัมพันธ์นั้นจะเกิดขึ้นในกรณีใดบ้าง

สิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับผู้ที่ยังขาดประสบการณ์ในการทำวิจัยหรือยังใหม่ต่อการวิจัย คือ ปัญหาเกี่ยวกับจำนวนข้อของสมมติฐาน   ในการวิจัยแต่ละเรื่อง ผู้วิจัยสามารถสมมติฐานได้ข้อเดียวหรือหลายข้อก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสลับซับซ้อนของกรอบแนวคิด หรือวัตถุประสงค์ของการวิจัยหรือของสมมติฐานเอง  งานวิจัยที่ดีจะมีจุดสนใจจุดใหญ่ ๆ เพียงจุดเดียวหรือสองจุด สมมติฐานจึงมีเพียงสมมติฐานเพียงข้อเดียวหรือสองข้อ ส่วนจะมีข้อสมมติฐานอยู่หรือไม่อยู่ในดุลยพินิจของผู้วิจัย ในหลักทั่วไปของสมมติฐานในงานวิจัย คือ “การไม่สลับซับซ้อน”  ผู้วิจัยควรตั้งสมมติฐานเท่าที่จำเป็น ไม่ทำให้งานวิจัยนั้นยุ่งเหยิงเกินไป การตั้งสมมติฐานเท่าที่จำเป็น คือ การเสนอสมมติฐานเท่ากับประเด็นที่ตนได้กำหนดไว้สำหรับการวิจัย

 

หลักเกณฑ์ในการตั้งสมมุติฐาน

ในการตั้งสมมุติฐานมีหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

1. มีแหล่งที่มา สมมุติฐานการวิจัยต้องมีเหตุผลรองรับไม่ใช่ตั้งมาลอยๆ หรือมาจากความรู้สึก หรืองานวิจัยเพียงเล่มเดียวที่นำมาเป็นต้นแบบ ต้องมีที่มาให้มากพอสมควร

2. มีความน่าเชื่อถือ แหล่งที่มาของสมมุติฐานมีหลายแหล่ง โดยพิจารณาลำดับความสำคัญตั้งแต่ผลการวิจัยแนวคิดทฤษฎีหลักการและแหล่งอื่นๆ ยิ่งถ้าใช้หลายแหล่งประกอบกันได้ตามลำดับก็จะทำให้มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

3. ควรตั้งสมมุติฐานแบบมีทิศทาง การตั้งสมมุติฐานแบบมีทิศทาง แสดงถึงความเชื่อมั่นหรือผ่านการค้นคว้ากลั่นกรองมาเป็นอย่างดี

4. เขียนอย่างชัดเจน สมมุติฐานการวิจัยควรเขียนโดยสรุป เช่น เขียนเป็นประโยคบอกเล่าให้สอดคล้องกับปัญหาและวัตถุประสงค์ของการวิจัยไม่ใช่ว่าอาจจะน่าจะต้องเขียนบอกความสัมพันธ์เกี่ยวข้องระหว่างตัวแปรให้ชัดเจน และมีความละเอียดที่จะทดสอบได้

 

การทดสอบสมมติฐาน

การใช้สถิติทดสอบสมมติฐานสิ่งจำเป็นสำหรับการวิจัยเชิงปริมาณที่มุ่งหาคำอธิบายจำเป็นต้องใช้เทคนิคการวิเคราะห์ทางสถิติที่ถูกต้อง ทั้งนี้ เพราะสถิติที่ใช้วิเคราะห์แต่ละวิธี สร้างขึ้นมาอย่างมีเป้าหมายโดยเฉพาะและเหมาะสมกับระดับตัวแปรบางระดับเท่านั้น  ดังนั้นถ้าเป็นการทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มหรือความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ผู้วิจัยจะต้องหาเทคนิคการวิเคราะห์ที่เหมาะสมกับระดับการวัดของตัวแปรอิสระหรือตัวแปรตาม

การตีความหมายผลการทดสอบ ผู้วิจัยจะต้องตีความผลที่ได้ทดสอบเพื่อยืนยันสมมติฐานที่กำหนดไว้ นอกจากนั้น ผู้วิจัยยังสามารถอ้างผลการทดสอบที่มีผู้วิจัยไว้แล้ว หรืออาจจะใช้ทฤษฎีที่ได้ผ่านการศึกษาทบทวนวรรณกรรมนั้น มาอ้างความสอดคล้องหรือความแตกต่าง

 

สถิติพื้นฐานที่ครูควรรู้

จารุวรรณ ศิลปะรัตน์ (2548) ได้สรุปสถิติพื้นฐานที่ครูควรรู้ในวิทยานิพนธ์ “การพัฒนารูปแบบเสริมพลังการทำงานเพื่อพัฒนาศักยภาพการเป็นนักวิจัยของครูอนุบาล” ไว้ดังนี้ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ส่วนใหญ่เป็นการอธิบายถึงลักษณะข้อมูลว่ามีลักษณะอย่างไร มีจำนวนหรือความถี่มากน้อยเพียงใด มีการกระจายเป็นอย่างไรและใช้ในการเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างของ 2 สิ่ง หรือข้อมูล 2 ชุด ซึ่งประกอบด้วย สถิติพื้นฐานที่เหมาะสมสำหรับการใช้กับการวิจัยเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ดังนี้

1. จำนวนนับ (Count Number) เป็นข้อมูลที่นำเสนอเป็นตัวเลขที่จำแนกมาได้มีจำนวนเท่าใด โดยยังไม่มีการประมวล เช่น นักเรียนในห้องหนึ่งมีเพศชาย จำนวน 15 คน เพศหญิง จำนวน 13 คน รวมเป็น 28 คน เป็นต้น

2. ความถี่ (Frequency) เป็นการแจงนับว่าข้อมูลแต่ละตัวหรือแต่ละกลุ่ม มีจำนวนที่ซ้ำกันเท่าใด เช่น วิชาสุขศึกษาของนักเรียน 15 คน ซึ่งมีคะแนนเต็ม 30 คะแนน เป็นดังนี้

25 29 18 21 16 25 22 21 25 29 25 30 25 29

ความถี่ของคะแนนวิชาสุขศึกษาของนักเรียนกลุ่มนี้ที่จัดเรียงตัวเลขจากน้อยไปหามาก คือ



  การนำเสนอด้วยความถี่นั้นนิยมนำเสนอเรียงตามความถี่สูงสุดไปหาน้อยที่สุด เช่น มีนักเรียนสอบได้คะแนนวิชาสุขศึกษาเรียงความถี่จากมากไปหาน้อยดังนี้ ได้ 25 คะแนน มี 6 คน  29 คะแนน มี 3 คน 21 คะแนน มี 2 คน และ 16 คะแนน 18 คะแนน 22 คะแนน และ 30 คะแนนมี 1 คนเท่ากัน เป็นต้น

 

3. ค่าร้อยละหรือเปอร์เซ็นต์ (Percentage) เป็นค่าที่แสดงให้เห็นว่า ถ้าข้อมูลที่เรากำลังศึกษาทั้งหมด เปลี่ยนให้มีฐานะ 100 หน่วย จำนวนข้อมูลที่เราสนใจศึกษาจะเป็นกี่หน่วย หากเทียบกับจำนวน 100 หน่วย ดังกล่าวการคำนวณใช้สูตร ดังนี้



โดยที่ 9 คือ จำนวนนักเรียนที่เราสนใจ

50 คือ จำนวนนักเรียนทั้งห้อง

ดังนั้น มีนักเรียนที่สอบได้ 16 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 18 ของนักเรียนทั้งห้อง

การแปลความหมายของค่าร้อยละ

คำที่ได้จากการวิเคราะห์ จะต้องนำมาแปลผลตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน สถิติที่นำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละและกำหนดเกณฑ์ในการแปลผล ดังนี้

คะแนนร้อยละ 80 - 100 หมายถึง ดีมาก

คะแนนร้อยละ 70 - 79 หมายถึง ดี

คะแนนร้อยละ 60 - 69 หมายถึง ปานกลาง

คะแนนร้อยละ 50 - 59 หมายถึง ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ

คะแนนร้อยละ 0 - 49 หมายถึง ต่ำกว่าเกณฑ์

 

4. ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Arithmetic Mean) หรือค่าเฉลี่ยของข้อมูล เป็นการหาค่ากลางเพื่อเป็นตัวแทนของข้อมูลชุดนั้น โดยนำเอาตัวเลขข้อมูลทั้งหมดมารวมกัน แล้วหารด้วยจำนวนของข้อมูลที่มีทังหมด ใช้สัญลักษณ์ 

 (อ่านว่า เอ็กซ์บาร์) การคำนวณใช้สูตรดังนี้



 

 

 

 

 

 


          เช่น ข้อมูลที่ได้จากการสอบวิชาภาษาอังกฤษห้องหนึ่ง ซึ่งมี 10 คน ได้คะแนน  ดังนี้  8 5 2 7 9 6 8 4 7 10

ถามว่านักเรียนห้องนี้มีคะแนนเฉลี่ยเท่าไร





ดังนั้น คะแนนเฉลี่ยของการสอบวิชาภาษาอังกฤษของห้องนี้ คือ 6.6 เป็นต้น


  

 

 การแปลความหมายของค่าเฉลี่ย

    ค่าเฉลี่ยจากการวิเคราะห์ จะต้องนำมาแปลผลและควรกำหนดเกณฑ์ไว้ล่วงหน้า เช่น การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน แบ่งระดับความพึงพอใจเป็น 5 ระดับ ได้แก่ 5 = พอใจมากที่สุด 4 = พอใจมาก 3 = พอใจปานกลาง 2 = พอใจน้อย และ 1 = พอน้อยที่สุด สถิติที่นำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ดังนั้นจะต้องกำหนดเกณฑ์ ดังนี้

 

ค่าเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถึง พอใจมากที่สุด

ค่าเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถึง พอใจมาก

ค่าเฉลี่ย 2.51 – 3.50 หมายถึง พอใจปานกลาง

ค่าเฉลี่ย 1.51 – 2.50 หมายถึง พอใจน้อย

ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถึง พอใจน้อยที่สุด

 

5. ค่ามัธยฐาน (Median) เป็นการหาค่าที่อยู่ตรงกลางของข้อมูล ได้จากการนำข้อมูลมาจัดเรียงจากค่าน้อยไปหามาก หรือจากมากไปหาน้อย ข้อมูลที่อยู่ในตำแหน่งตรงกลางของข้อมูลทั้งหมด คือ ค่ามัธยฐาน นั่นคือ ค่ามัธยฐานเป็นค่าที่แสดงให้ทราบว่าคะแนนที่เป็นตัวแทนของข้อมูลทั้งชุดมีค่าเท่าใดและ เป็นตัวที่แสดงให้ทราบว่าจำนวนข้อมูลที่มากกว่า และน้อยกว่าค่านี้อยู่ประมาณร้อยละ 50 เช่น

1) กรณีข้อมูลที่มีจำนวนเป็นเลขคี่ เช่น การสอบวิชาดนตรีของนักเรียน 5 คน  จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ให้หาค่ามัธยฐานของนักเรียนกลุ่มนี้

 

 



2) กรณีข้อมูลที่มีจำนวนเป็นเลขคู่ เช่น การสอบวิชาพลานามัยของนักเรียน 6 คน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ให้หาค่ามัธยฐานของนักเรียนกลุ่มนี้ 

 


 


6. ค่าฐานนิยม (Mode) เป็นตัวแทนของข้อมูลที่จำนวนข้อมูลมากที่สุด หรือมีจำนวนซ้ำกันมากที่สุด ซึ่งอาจจะมีได้มากกว่า 1 ค่า มักจะใช้เมื่อข้อมูลมีไม่มากนัก เช่น ข้อมูล การสอบวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียน 10 คน จากคะแนนเต็ม 5 คะแนนเป็น ดังนี้ 2 4 3 2 4 2 5 5 1 2  จะเห็นว่า 2 มีจำนวนที่ซ้ำกันมากที่สุด คือ 4 ตัว  ดังนั้น ฐานนิยมของคะแนนการสอบวิชาวิทยาศาสตร์ คือ 2

ข้อมูล การสอบวิชาสังคมศึกษาของนักเรียน 10 คน เป็นคะแนน ดังนี้ 2 4 3 1 4 2 5 2 4 5

จะเห็นว่า 2 และ 4 มีจำนวนที่ซ้ำกันมากที่สุด คือ 3 ตัวเท่ากัน

ดังนั้น ฐานนิยมของคะแนนการสอบวิชาวิทยาศาสตร์ คือ 2 และ 4

 

7. ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) ใช้ในการวัดการกระจายของข้อมูล โดยการหาว่าข้อมูลแต่ละตัว ห่างจากค่าเฉลี่ยเลขคณิตมากน้อยเพียงใด ใช้สัญลักษณ์ S หรือ S.D. มีสูตรการคำนวณ ดังนี้





2) กรณีที่มีการแจกแจงความถี่ เช่น การสอบถามความพึงพอใจวิธีสอนของครูผู้สอนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 จำนวน 25 คน ให้หาค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน เมื่อกำหนดระดับความพึงพอใจ 5 ระดับ คือ

5 = พอใจมากที่สุด

4 = พอใจมาก

3 = พอใจปานกลาง

2 = พอใจน้อย

1 = พอใจน้อยที่สุด





 








หมายเหตุ        หากต้องการหาค่าความแปรปรวน (Variance) จะดำเนินการได้โดยนำค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานยกกำลังสอง

1 การแปลความหมายของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

2 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานทำให้ทราบว่า คะแนนแต่ละตัวมีค่าแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน

ถ้าค่า S.D.มาก แสดงว่า ข้อมูลชุดนั้นประกอบด้วยคะแนนที่มีค่าน้อยและมากปะปนกันอยู่

หรือข้อมูลมีความแตกต่างกันมาก ถ้าค่า S.D.น้อย แสดงว่า ข้อมูลชุดนั้นประกอบด้วยคะแนน

ที่มีค่าใกล้เคียงกัน ถ้าค่า S.D.เป็นศูนย์ แสดงว่า ข้อมูลชุดนั้นประกอบด้วยคะแนนที่มีค่าเท่ากันหมด

 

การคำนวณค่าสถิติ

ค่าสถิติที่นิยมใช้สำหรับสรุปผลข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และนำเสนอข้อมูล ได้แก่

1. ยอดรวม (Total) คือ การนำข้อมูลสถิติมารวมกันเป็นผลรวมทั้งหมด เช่น จำนวนประชากรทั้งหมด ในภาคเหนือ เป็นต้น

2. ค่าเฉลี่ย (Average, Mean) หมายถึง ค่าเฉลี่ยซึ่งเกิดจากข้อมูลของผลรวมทั้งหมดหารด้วยจำนวนรายการของข้อมูล

3. สัดส่วน (Proportion) คือ ความสัมพันธ์ของจำนวนย่อยกับจำนวนรวมทั้งหมด

4. อัตราร้อยละหรือเปอร์เซ็นต์ (Percentage or Percent) คือ สัดส่วน เมื่อเทียบต่อ 100 การคำนวณก็ทำได้ง่าย โดยเอา 100 ไปคูณสัดส่วนที่ต้องการหาผลลัพธ์ก็จะออกมาเป็นร้อยละ หรือเปอร์เซ็นต์

5. อัตราส่วน (Ratio) คือ ความสัมพันธ์ของตัวแปรที่มีต่อกันระหว่างตัวแปรสองตัวแปร เป็นการเปรียบเทียบตัวเลขจำนวนหนึ่งหรือหลายจำนวนกับตัวเลขอีกจำนวนหนึ่ง ตัวเลขที่เราใช้เปรียบเทียบด้วยนั้น เราเรียกว่า ฐาน

 

การแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูลงานวิจัย/การแปลความหมายผลการวิเคราะห์ข้อมูล

 การแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นการแปลความและตีความหมายข้อมูล  เพื่อให้ผู้อ่านทราบว่าการวิจัยได้ข้อค้นพบอะไรบ้าง  การแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูล มีดังนี้

1. หลักการแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูลโดยทั่วไป   

         1.1 การแปลผลใต้ตาราง นิยมใช้คำว่า จากตารางที่...พบว่า หรือแสดงให้เห็นว่า เพื่อเป็นการสรุปให้ผู้อ่านเห็นว่า ตัวเลขที่อธิบายใต้ตารางเป็นตัวเลขที่สรุปมาจากตารางที่กำลังกล่าวถึง โดยทั่วไปนิยมแปลผลใต้ตารางเพราะทำให้เข้าใจง่าย   

         1.2 ควรแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูลหรือตัวเลขตามที่ปรากฏในตารางเท่านั้น ห้ามอภิปรายหรือสอดแทรกความคิดเห็นส่วนตัวเพิ่มเติม

          1.3 การแปลผลจากตาราง ไม่ควรบรรยายค่าสถิติทุกค่าในตารางทำให้ยืดเยื้อและยาวเกินไปจนไม่น่าอ่าน ให้แปลเฉพาะประเด็นสำคัญ ๆ หรือข้อมูลที่โดดเด่นเป็นที่น่าสังเกต

          1.4 ใช้ภาษาที่อ่านและเข้าใจง่ายและชัดเจนในการแปลผลข้อมูล

          1.5 แปลผลให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การประเมินและสมมติฐาน (ถ้ามี) โดยพิจารณาว่าผลที่ได้พาดพึงถึงสิ่งใด ควรแปลในลักษณะใดจึงจะถูกต้อง 

           1.6 การแปลผลด้วยสถิติอ้างอิง หากพบว่ามีนัยสำคัญทางสถิติ ให้แปลด้วยว่ามีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับใด เช่น .05 หรือ .01 และหากพบว่าค่าสถิติไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ให้แปลว่าไม่แตกต่างกัน หรือไม่มีความสัมพันธ์กัน (โดยไม่ต้องบอกระดับ .05 หรือ .01)

2. หลักการแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย

          2.1 หลักการแปลร้อยละ

               2.1.1 การแปลร้อยละเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบ เช่น เพศ อายุ รายได้ ควรมี รวมใต้ตารางในช่องที่อยู่บรรทัดสุดท้ายซึ่งรวมแล้วต้องเท่ากับ 100.0 เสมอ

               2.1.2 ควรใส่จำนวนที่หัวตารางกรณีกลุ่มตัวอย่างใช้ n กรณีศึกษากับประชากรใช้ N   เช่น (n = 200) หรือ (N = 500) เป็นต้น

                2.1.3 หากกลุ่มตัวอย่างมีจำนวนน้อยกว่า 30 คน ไม่ควรแปลร้อยละ ให้เสนอความถี่เท่านั้น

                2.1.4 การแปลผล นิยมแปลผลข้อมูลที่มีค่าร้อยละสูง 1 – 3 ลำดับแรกของแต่ละตัวแปร โดยแปลผลว่า ส่วนใหญ่ได้แก่อะไร คิดเป็นร้อยละ...  หรือ (ร้อยละ...)           

2.2 หลักการแปลผลค่าเฉลี่ย

                 2.2.1 การนำเสนอตารางค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานควรใส่ (n=…) บนหัวตารางด้วยเพื่อบอกให้ทราบว่า การหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานคำนวณจากกลุ่มตัวอย่างจำนวนเท่าไร และควรนำเสนอค่าเฉลี่ย   ควบคู่กับส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ด้วย

                 2.2.2 การแปลค่าเฉลี่ย ไม่นิยมใช้คำว่าส่วนใหญ่เหมือนร้อยละ   ให้แปลผลภาพรวมใต้ตารางก่อน   จากนั้นจึงแปลค่าเฉลี่ยที่เรียงลำดับจากมากไปน้อยเรียงตามลำดับ   โดยทั่วไปไม่นิยมแปล ส่วนเบี่ยงมาตรฐาน แต่นำเสนอมาให้เพื่อให้ผู้อ่านดูการกระจายคำตอบว่ามีความแตกต่างกระจายมากน้อยเพียงใด (หากพบค่า S.D. มีค่ามากกว่า     ควรนำไปใช้ประกอบอภิปรายผลการประเมินด้วย) 

               2.2.3 การแปลผลเฉลี่ยรวมใต้ตาราง ข้อคำถามควรเป็นเรื่องราวเดียวกัน จึงจะสามารถนำค่าเฉลี่ยรายข้อในแต่ละด้านมารวมกันได้ หากมีการแบ่งเนื้อหาเป็นแต่ละเรื่อง หรือเป็นคนละเนื้อหากัน ไม่นิยมนำค่าเฉลี่ยรายข้อซึ่งอยู่ต่างหมวดมารวมกัน เพราะจะทำให้ผลการแปลไม่ถูกต้อง

                2.2.4 ในการแปลความหมายข้อมูลที่เป็นค่าเฉลี่ย จะต้องกำหนดเกณฑ์ในการแปลผล ซึ่งโดยทั่วไปนิยมกำหนดเกณฑ์ ดังนี้

                      ค่าเฉลี่ย  1.00 – 1.50  หมายถึงเห็นด้วยน้อยที่สุด

                      ค่าเฉลี่ย  1.51 – 2.50  หมายถึง  เห็นด้วยน้อย

                      ค่าเฉลี่ย  2.51 – 3.50  หมายถึง  เห็นด้วยปานกลาง

                      ค่าเฉลี่ย  3.51 – 4.50  หมายถึง  เห็นด้วยมาก

                      ค่าเฉลี่ย  4.51 – 5.00  หมายถึง  เห็นด้วยมากที่สุด

2.3 หลักการแปลผลความสัมพันธ์ของตัวแปร

               การแปลผลสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ในการบรรยายข้อมูล  ให้แปลว่าตัวแปร  2  ตัว มีความสัมพันธ์กันในทิศทางเดียวกัน  หรือทิศทางตรงกันข้ามและจะต้องแปลขนาดความสัมพันธ์ว่ามีความสัมพันธ์มากหรือน้อย  ตัวอย่างเช่น    อายุและประสบการณ์ทำงานมีความสัมพันธ์กับความสามารถด้านการวิจัยในระดับมากและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน  ส่วนรายได้ไม่มีความสัมพันธ์กับความสามารถด้านการวิจัย

                     ค่า  r      เท่ากับ  0   แปลว่า  ตัวแปรไม่สัมพันธ์กัน

                          r       มีค่าน้อยกว่า .40 แปลว่า ตัวแปรสัมพันธ์กันระดับน้อย

                          r       มีค่า .40 - .60  แปลว่า  ตัวแปรสัมพันธ์กันระดับปานกลาง

                          r        มีค่ามากกว่า .60 แปลว่า ตัวแปรสัมพันธ์กันระดับมาก

 

3. หลักการแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงสถิติอ้างอิง  

          3.1 หลักการแปลผลการทดสอบค่าที (t-test)

                3.1.1 โดยปกติการคำนวณโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์คำนวณ นิยมใส่ค่า Sig หรือ p ลงในตารางเพื่อให้ผู้อ่านเห็นว่า  ถ้า  p  มีค่าเท่ากับหรือ  < .05  แปลว่ามีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05    ถ้า  p  มีค่าเท่ากับหรือ  < .01  แปลว่ามีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01 

                   ถ้าผลการทดสอบมีนัยสำคัญ  ต้องแปลว่ามีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05 หรือระดับ  .01  และจะต้องใส่เครื่องหมาย  *  ที่ค่าสถิติ  t  และใส่  *  ใต้ตารางเช่น  *p< .05 

t (.05, df 19)  t = 1.769  หรือ  *p< .05  หรือ  *  มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05 เป็นต้น การแปลผล แสดงดังตารางที่ 1

 



 

จากตารางที่   1 การทดสอบก่อนเผชิญและหลังเผชิญประสบการณ์ของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอนแบบอิงประสบการณ์  การทดสอบประสิทธิภาพแบบภาคสนาม  จำนวน  20  คน  พบว่าทุกหน่วยประสบการณ์คะแนนเฉลี่ยเผชิญประสบการณ์สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเผชิญประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05

 

             3.1.2 ถ้าผลการทดสอบ ไม่พบนัยสำคัญทางสถิติให้แปลว่า ไม่แตกต่างกัน โดยไม่ต้องบอกว่า   ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับใด    แสดงดังตารางที่ 2

 



 

จากตารางที่ 2 พบว่า เพศชายและเพศหญิงมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการประเมินหลักสูตรไม่แตกต่างกัน

 

 

3.2 หลักการแปลผลการวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA)

3.2.1 ถ้าผลการทดสอบไม่พบนัยสำคัญทางสถิติ ให้แปลว่าไม่แตกต่างกัน และไม่ต้องเปรียบเทียบ

ความแตกต่างเป็นรายคู่ ถ้าผลการทดสอบพบนัยสำคัญทางสถิติ ให้แปลว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ทางสถิติที่ระดับ .05 หรือ .01 และจะต้องทำการทดสอบรายคู่ด้วยวิธีการของ Scheffe' หรือNewman – Kuel การแปลผล แสดงดังตารางที่ 3


 

จากตารางที่ 3 พบว่า ครูที่มีประสบการณ์ในการสอนต่างกันมีความสามารถด้านการจัดการเรียนการสอนแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 จึงทำการทดสอบรายคู่ด้วยวิธีการของ Scheffe' ดังตารางที่ 4

 


 

จากตารางที่  4 เมื่อทดสอบค่าเฉลี่ยรายคู่ตามวิธีการของ  Scheffe'  พบว่า  ครูที่มีประสบการณ์การสอนต่ำกว่า  5  ปี  กับครูที่มีประสบการณ์มากกว่า  10  ปี  มีความสามารถด้านการจัดการเรียนการสอนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  นอกนั้น  ไม่แตกต่างกัน

 

3.3 หลักการแปลผลความสัมพันธ์

               3.3.1 การแปลผล ไคสแควร์ ถ้าพบนัยสำคัญทางสถิติให้แปลว่า ตัวแปร 2 ตัว มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หรือ .01

                     3.3.2 การแปลผลสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ในกรณีที่ต้องการอ้างอิงไปยังประชากร ถ้าพบนัยสำคัญทางสถิติให้แปลว่าตัวแปร 2 ตัวมีความสัมพันธ์กันในทิศทางเดียวกัน หรือทิศทางตรงกันข้ามและจะต้องแปลขนาดความสัมพันธ์ว่ามีความสัมพันธ์มากหรือน้อย โดยบอกระดับนัยสำคัญทางสถิติในระดับ .01 หรือ .05 ด้วย 

              โดยสรุป การวิเคราะห์ข้อมูลจึงมีความสำคัญมากในการวิจัย เพราะทำให้ผลวิจัยมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ

 

 

 

การแปลความหมายผลการวิเคราะห์ข้อมูล

การแปลความหมาย (interpretation) เป็นการนำผลที่ได้จากการวิเคราะห์มาสรุปสาระเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ ในการวิจัย ให้ได้ผลการวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์การวิจัยแล้วอ้างอิงผลการวิจัยซึ่งทำได้ 2 แบบ

 แบบแรก คือ การอ้างอิงผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างไปสู่ประชากรในการวิจัย ซึ่งเป็นการอ้างอิงในความหมายแคบ

แบบที่ 2 คือ การสรุปอ้างอิงผลการวิเคราะห์ข้อมูลไปสู่งานวิจัยอื่นที่เกี่ยวข้องและทฤษฎี เป็นการอ้างอิงในความหมายกว้างขึ้นเพราะนักวิจัยต้องนำการแปลความหมายแบบแรกมาเปรียบเทียบว่าสอดคล้องหรือขัดแย้งกับผลงานวิจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องและทฤษฎีหรือไม่อย่างไร  (Kerlinger & Lee. 2000: 192 อ้างถึงใน นงลักษณ์ วิรัชชัย.2553: 10-7)

 

การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล

หลักการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล   

การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ควรพิจารณาตามหลักการ ดังนี้

1. การนำเสนอผลการวิเคราะห์ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการประมวลผล เรียงลำดับการนำเสนอข้อมูลให้ตรงกับวัตถุประสงค์ในแต่ละข้อ

2. นำเสนอข้อมูลให้ถูกต้องตามผลการวิเคราะห์

3. เลือกรูปแบบการนำเสนอที่น่าสนใจและสอดคล้องกับประเภทของข้อมูล เช่น การนำเสนอเป็นตาราง กราฟ แผนภาพ

4. นำเสนอข้อมูลให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

5. นำเสนอข้อมูลให้ชัดเจนและกะทัดรัด ตรงตามผลการวิเคราะห์ ไม่นำความคิดเห็นส่วนตัวมา ประกอบการนำเสนอ เพราะจะทำให้เกิดอคติและทำให้การแปลผลมีความคลาดเคลื่อน

 

การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล (จารุวรรณ ศิลปะรัตน์, 2548)

1. การนำเสนอด้วยแผนภูมิและกราฟ

1.1 แผนภูมิ (Bar chart) เหมาะสำหรับข้อมูลเชิงปริมาณที่จำแนกออกได้ตามลักษณะเฉพาะของข้อมูล หรือ

จำแนกตามเวลา และแสดงความถี่

1.2 แผนภูมิรูปวงกลม (Pie chart) เป็นแผนภูมิรูปภาพที่แสดงข้อมูลเชิงปริมาณด้วยรูปวงกลม โดยแบ่งพื้นที่วงกลมออกเป็นส่วนๆ จากจุดกลางของวงกลม เหมาะกับการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่แบ่งเป็นประเภทต่างๆ ไม่กี่ประเภท


          1.3 กราฟเส้น (Line graph หรือ Trend chart) นิยมใช้กับข้อมูลที่แสดงการเปลี่ยนแปลงตามลำดับของเวลาที่ข้อมูลนั้นๆ เกิดขึ้น เช่น คะแนนสอบวิชาการงานพื้นฐานอาชีพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 100 คนแจกแจงความถี่ได้ ดังนี้

 

 

 

 

 

 

 

2. การนำเสนอด้วยตาราง การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตารางเป็นการนำข้อมูลที่ได้มาจัดให้อยู่ในรูปแถวและสดมภ์หรือนำมาจัดเรียงตามแนวนอนและแนวตั้ง โดยทั่วไปมักจะมีองค์ประกอบกว้าง ๆ ของตาราง คือ หมายเลขตาราง ชื่อตาราง หัวข้อ หัวเรื่อง และตัวเรื่อง สำหรับตัวเรื่องซึ่งแสดงรายละเอียดของข้อมูลนั้นไม่มีหลักเกณฑ์แน่นอนว่าควรจะเป็นตารางแบบใด หรือมีรายละเอียดใดบ้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ที่จะนำเสนอ

 

การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่สมบูรณ์

          ผศ.ดร.ศจีมาจ ณ วิเชียร ให้ข้อเสนอแนะการเสนอผลวิเคราะห์ข้อมูลที่สมบูรณ์ไว้ในเอกสารประกอบการบรรยาย เรื่อง “ปัญหาที่พบบ่อยในการออกแบบการวิจัยเชิงปริมาณ” โครงการ Research Zone: Phase 94

วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ณ ศูนย์การเรียนรู้ทางการวิจัย อาคาร วช. 1 [ออนไลน์ เข้าถึงได้จาก :  http://www.rlc.nrct.go.th/ewt_dl.php?nid=1266 ]

1. รายงานนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ต้องแยกเป็นตอน ๆ ตามวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์ และแยกเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ และส่วนผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพเป็นคนละตอนด้วย

โดยจัดหัวข้อรายงานผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์การวิจัย

2. รายงานผลการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น เป็นสิ่งไม่จำเป็น สามารถตัดทิ้งได้

3. ผู้อ่านสนใจเฉพาะการทดสอบสมมติฐานทางสถิติ ไม่สนใจเรื่องข้อตกลงเบื้องต้นทางสถิติ จึงไม่จำเป็นต้องนำเสนอในรายงาน

- รายงานผลการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น คือ การแจกแจงของตัวแปร การตรวจสอบข้อตกลงเบื้องต้นทางสถิติ

- อธิบายผลการตรวจสอบข้อตกลงเบื้องต้นก่อนเริ่มแปลความหมาย

4. การจัดทำตารางผลการวิเคราะห์ข้อมูล ทำได้โดยสำเนาจากโปรแกรมสำเร็จรูปมาวางลงในรายงาน

5. เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในรูปตารางก่อนเสมอ แล้วจึงแปลความหมาย

- เสนอข้อความที่แปลความหมายผลการวิเคราะห์ข้อมูล ก่อนเสนอตารางแสดงผลการวิเคราะห์

- ก่อนแปลความหมาย สรุปสั้น ๆ ว่าผลการวิเคราะห์ข้อมูลตอนนี้ วิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์การวิจัยข้อใด ใช้ข้อมูล/ตัวแปรอะไร ใช้วิธี/สถิติวิเคราะห์ใด ด้วยเหตุผลใด และจะเสนอผลการวิเคราะห์ ตอนนี้ แยกเป็นกี่หัวข้อ อะไรบ้าง

- แปลความหมายผลการวิเคราะห์ข้อมูล และสรุปผลการวิเคราะห์ตามประเด็นวัตถุประสงค์การวิจัย

- การจัดทำตารางเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ครบถ้วน มีรูปแบบถูกต้องตามหลักสากล

- ชื่อตารางอยู่เหนือตาราง ชื่อแผนภูมิอยู่ใต้แผนภูมิ ควรใช้หมายเลขเรียงตามหมายเลขบท

- ถ้าตารางใช้อักษรย่อหรือรหัส ต้องมีหมายเหตุท้ายตาราง เพื่อระบุความหมายของตัวอักษรย่อ/รหัส

- หมายเหตุท้ายตาราง ควรเสนอ 1) ความหมายของรหัสตัวแปร 2) ระดับนัยสำคัญที่ใช้ 3) ผลการตรวจสอบข้อตกลงเบื้องต้นของสถิติวิเคราะห์

 

 

ตัวอย่างวิจัยการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล

ตัวอย่างงานวิจัยเรื่องที่ 1

ชื่อเรื่อง           การพัฒนาจริยธรรมด้านความซื่อสัตย์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเล่านิทานต่อเนื่องประกอบหุ่น

ชื่อผู้วิจัย          สุนทรียา ศรีวรขันธ์

ปีที่ทำการวิจัย   2558

 

บทที่ 4

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

 

          เพื่อให้การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการทดลองและการแปลความหมายจากการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นที่ เข้าใจตรงกัน ผู้วิจัยจึงได้กำหนดสัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้

 

สัญลักษณ์และอักษรย่อที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล







การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล

          ผลการวิเคราะห์ข้อมูล นำเสนอตามลำดับดังนี้

          ตอนที่ 1 การวิเคราะห์เปรียบเทียบพฤติกรรมทางจริยธรรมด้านความซื่ออสัตย์ของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์การเล่านิทานต่อเนื่องประกอบหุ่น ในภาพรวม โดยใช้การทดสอบ ทางสถิติ t-test for Dependent Samples

          ตอนที่ 2 การวิเคราะห์เปรียบเทียบพฤติกรรมทางจริยธรรมดานความซื่อสัตย์ของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์การเล่านิทานต่อเนื่องประกอบหุ่น รายด้าน โดยใช้การทดสอบทาง สถิติ t-test for Dependent Samples

 

 

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

ตอนที่ 1 การวิเคราะห์เปรียบเทียบพฤติกรรมทางจริยธรรมด้านความซื่อสัตย์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดประสบการณ์การเล่านิทานต่อเนื่องประกอบหุ่นในภาพรวม โดยใช้การทดสอบทางสถิติ t-test for Dependent Samples


ตาราง 2 เปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมทางจริยธรรมด้านความซื่อสัตย์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลัง ได้รับการจัดประสบการณ์การเล่านิทานต่อเนื่องประกอบหุ่นในภาพรวม




                                        **มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

         

ผลการวิเคราะห์ตามตาราง 2 ปรากฏว่า หลังได้รับการจัดประสบการณ์การเล่านิทานต่อเนื่อง ประกอบหุ่น เด็กมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมทางจริยธรรมด้านความซื่อสัตย์รวมทุกด้าน มีผลต่างค่าเฉลี่ย เทากับ 5.67 ซึ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01

          การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยการพัฒนาจริยธรรมด้านความซื่อสัตย์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลัง ได้รับการจัดประสบการณ์การเล่านิทานต่อเนื่องประกอบหุ่นในภาพรวม

 



 

      ภาพประกอบ 1 แสดงการเปรียบเทียบการพัฒนาจริยธรรมด้านความซื่อสัตย์ของเด็กปฐมวัย ในภาพรวม ก่อนและหลังการทดลอง

 

ตอนที่ 2 การวิเคราะห์เปรียบเทียบพฤติกรรมทางจริยธรรมด้านความซื่อสัตย์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดประสบการณ์การเล่านิทานต่อเนื่องประกอบหุ่นรายด้าน โดยใช้การทดสอบทางสถิติ t-test for Dependent Samples

ตาราง 3 เปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมทางจริยธรรมด้านความซื่อสัตย์ของเด็กปฐมวัยก่อน และหลังได้รับการจัดประสบการณ์การเล่านิทานต่อเนื่องประกอบหุ่น จำแนกรายด้าน

 


                                        **มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

 

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามตาราง 3 พบว่าจริยธรรมด้านความซื่อสัตย์ของเด็กปฐมวัยทั้ง 3 ด้านหลังการทดลอง สูงขึ้นกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณาเป็น รายด้านพบว่า

ด้านการพูดความจริงก่อนการทดลอง เด็กปฐมวัยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.08 หลังการทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 7.50 มีผลต่างค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.42 แสดงว่าหลังได้รับการจัดประสบการณ์การเล่านิทานต่อเนื่องประกอบหุ่น เด็กมีจริยธรรมด้านความซื่อสัตย์ด้านการพูดความจริง สูงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01

ด้านการไม่เอาของผู้อื่นมาเป็นของตน ก่อนการทดลอง เด็กปฐมวัยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 1.50 หลังการทดลองมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ1.92 มีผลต่างค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.42 แสดงว่าหลังได้รับการจัดประสบการณ์การเล่านิทานต่อเนื่องประกอบหุ่น เด็กมีจริยธรรมด้านความซื่อสัตย์ด้านการไม่เอาของผู้อื่นมาเป็นของตน สูงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01

ด้านการปฏิบัติตามข้อตกลงหรือสัญญา ก่อนการทดลอง เด็กปฐมวัยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.08 หลังการทดลองมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 5.92 มีผลต่างค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.84 แสดงว่าหลังได้รับการจัดประสบการณ์การเล่านิทานต่อเนื่องประกอบหุ่น เด็กมีจริยธรรมด้านความซื่อสัตย์ด้านการปฏิบัติตามข้อตกลงหรือสัญญา สูงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01

การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยการพัฒนาจริยธรรมด้านความซื่อสัตย์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดประสบการณ์การเล่านิทานต่อเนื่องประกอบหุ่น ด้านการพูดความจริง แสดงดังภาพประกอบ 2 ด้านการไม่เอาของผู้อื่นมาเป็นของตน แสดงดังภาพประกอบ 3 และด้านการปฏิบัติตามข้อตกลงหรือสัญญา แสดงดังภาพประกอบ 4


ภาพประกอบ 2 แสดงการเปรียบเทียบการพัฒนาจริยธรรมด้านความซื่อสัตย์ของเด็กปฐมวัย     ด้านการพูดความจริงก่อนและหลังการทดลอง



ภาพประกอบ 3 แสดงการเปรียบเทียบการพัฒนาจริยธรรมด้านความซื่อสัตย์ของเด็กปฐมวัย ด้านการไม่เอาของผู้อื่นมาเป็นของตน ก่อนและหลังการทดลอง


ภาพประกอบ 4 แสดงการเปรียบเทียบการพัฒนาจริยธรรมด้านความซื่อสัตย์ของเด็กปฐมวัยด้านการปฏิบัติตามข้อตกลงหรือสัญญา ก่อนและหลังการทดลอง

 

 

ตัวอย่างงานวิจัยเรื่องที่ 2

ชื่อเรื่อง          พฤติกรรมความร่วมมือของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเป็นแบบกลุ่ม

ชื่อผู้วิจัย         กัญญณัฐ พลอยกระจ่าง

ปีที่ทำการวิจัย  2558

บทที่ 4

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยเรื่อง การพัฒนาพฤติกรรมความร่วมมือของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการปั้นแบบกลุ่ม เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยจึงกำหนดสัญลักษณ์ต่างๆ ซึ่งมีความหมาย ดังนี้

                  แทน     ค่าเฉลี่ย

SD                แทน     ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

t                   แทน     ค่าสถิติที่ใช้ในการพิจารณา (t- Distribution)

                 แทน     ค่าเฉลี่ยผลต่างของคะแนน

SD               แทน     ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนผลต่าง

P                 แทน     ความน่าจะเป็นของค่าสถิติ

**                 แทน     นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้

ตอนที่ 1. ผลการศึกษาระดับพฤติกรรมความร่วมมือของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการปั้นแบบกลุ่ม                                                                                                                            ตอนที่ 2 .ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมความร่วมมือของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังที่ได้รับการจัดกิจกรรมการปั้นแบบกลุ่ม

 

ตาราง 3 ระดับพฤติกรรมความร่วมมือของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการปั้นแบบกลุ่มจำแนกรายด้านตามพฤติกรรม
















ผลการวิเคราะห์ตามตารางที่ 3 แสดงให้เห็นว่า ระดับพฤติกรรมความร่วมมือของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการปั้นแบบกลุ่ม ในรายด้านตามพฤติกรรม คือ ด้านการยอมรับ ด้านการช่วยเหลือและด้านความรับผิดชอบก่อนการทดลองพบว่ามีระดับพฤติกรรมความร่วมมืออยู่ในระดับต่ำทุกด้าน แต่หลังจากที่ได้รับการจัดกิจกรรมการปั้นแบบกลุ่มพบว่า ระดับของพฤติกรรมความร่วมมือของเด็กปฐมวัยอยู่ในระดับที่สูงทั้งโดยรวมและรายด้าน

 

ตาราง 4 เปรียบเทียบพฤติกรรมความร่วมมือของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการปั้นแบบกลุ่ม


 

** มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

ผลการวิเคราะห์ตามตารางที่ 4 ปรากฏว่า การสังเกตระดับพฤติกรรมความร่วมมือของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการปั้นแบบกลุ่ม หลังการจัดกิจกรรมการปั้นแบบกลุ่มเฉลี่ยเปลี่ยนแปลงสูงขึ้น โดยเรียงลำดับได้ ดังนี้ การยอมรับ (D = 1.84) การช่วยเหลือ (D = 1.64) และความรับผิดชอบ (D = 1.64) แสดงว่า ระดับพฤติกรรมความร่วมมือของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการปั้นแบบกลุ่ม คือพฤติกรรมการยอมรับ การช่วยเหลือ และความรับผิดชอบ เพิ่มสูงขึ้นก่อนการจัดกิจกรรมการปั้นแบบกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

 

 

 

ตัวอย่างงานวิจัยเรื่องที่ 3

ชื่อเรื่อง           ความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษามิติสัมพันธ์

ชื่อผู้วิจัย          พัชรี กัลยา

ปีที่ทำการวิจัย   2551

บทที่ 4

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

 

สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากผลการทดลองและการแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูลในการศึกษาวิจัยครั้งนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันในการแปลความหมายข้อมูล ผู้วิจัยได้ใช้สัญลักษณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้

N                  แทน     จำนวนนักเรียนในกลุ่มทดลอง

K                  แทน     คะแนนรายด้าน

                   แทน     คะแนนเฉลี่ย

S.D.               แทน     ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน

D                  แทน     ผลต่างของคะแนนเฉลี่ย

SD                แทน     ความเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนความแตกต่าง

t                   แทน     ค่าที่ใช้ในการพิจารณาใน t - distribution

P                  แทน     ค่าระดับนัยสำคัญ

**                 แทน     นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

*                   แทน     นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

 

การวิเคราะห์ข้อมูล

การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลและการแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูล ในการทดลองครั้งนี้ผู้วิจัยได้นำเสนอตามลำดับ ดังนี้

1. ระดับความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังที่ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษามิติสัมพันธ์

2. การเปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังที่ได้รับการจัดกิจกรรรมเกมการศึกษามิติสัมพันธ์ในภาพรวม

3. การเปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัย แยกเป็นรายด้านก่อนและหลังที่ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษามิติสัมพันธ์

 

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษามิติสัมพันธ์ ซึ่งผู้วิจัยได้เสนอการวิเคราะห์ข้อมูล ดังต่อไปนี้

1. ระดับความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัยก่อน และหลังที่ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษามิติสัมพันธ์ โดยใช้ค่าคะแนนเฉลี่ยแปลผลระดับความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัยการวิเคราะห์ข้อมูลในส่วนนี้ ผู้วิจัยได้นำคะแนนของแบบทดสอบเชิงปฏิบัติวัดความสามารถ ในการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัยในแต่ละด้าน ทั้งก่อนและหลังการทดลองมาหาค่าคะแนนเฉลี่ย โดยแยกเป็นด้านการจำแนก การจัดประเภท การอุปมา - อุปไมย การอนุกรม และการสรุปความ ค่าเฉลี่ยที่คำนวณได้จะใช้เป็นค่าบ่งชี้ระดับของความสามารถในการคิดเชิงเหตุผล ปรากฏผลดังแสดงในตาราง 8

 

ตาราง 8 ค่าสถิติแสดงระดับความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังที่ได้รับการจัดกิจกรรม


เกมการศึกษามิติสัมพันธ์

 

ผลการวิเคราะห์ตามตาราง 8 เมื่อพิจารณาแยกเป็นรายด้านพบว่า ก่อนการทดลองเด็กปฐมวัยมีความสามารถในด้านการคิดเชิงเหตุผล ด้านการจำแนก (  = 7.13) ด้านการสรุปความ (  = 6.60) และด้านการอุปมา-อุปไมย (  = 6.27) อยู่ในระดับ ดี ส่วนด้านการอนุกรม(  = 5.87) และด้านการจัดประเภท (  = 4.00) อยู่ในระดับปานกลาง และพอใช้ตามลำดับภายหลังการทดลองพบว่าด้านการจำแนก (  = 8.13) อยู่ในระดับดีมาก ส่วนด้านการอุปมา-อุปไมย ( = 8.00) ด้านการสรุปความ ( = 7.67) ด้านการจัดประเภท ( = 7.33) และด้านการอนุกรม ( = 6.87) อยู่ในระดับดีส่วนในภาพรวมพบว่า เด็กปฐมวัยมีความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลก่อนการทดลอง ( = 29.87) อยู่ในระดับปานกลาง ภายหลังการทดลอง ( = 38.00) อยู่ในระดับดี

 

2. การเปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัย แยกเป็นรายด้านก่อนและหลังที่ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษามิติสัมพันธ์การวิเคราะห์ข้อมูลในส่วนนี้ ผู้วิจัยนำคะแนนของแบบทดสอบเชิงปฏิบัติวัดความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลแยกเป็นรายด้าน ทั้งก่อนและหลังการทดลองมาวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนผลต่าง และทดสอบความแตกต่างเฉลี่ยว่ามีความแตกต่างมากน้อยเพียงใด โดยใช้ t - test ทดสอบค่านัยสำคัญทางสถิติของแบบทดสอบเชิงปฏิบัติ ปรากฏผลดังแสดงในตาราง 9


ตาราง 9 การเปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัย แยกเป็นรายด้านก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเกมการศึกษามิติสัมพันธ์


                                                

        * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

ผลการวิเคราะห์ตามตาราง 9 พบว่า ในแต่ละด้านหลังการจัดกิจกรรมเกมการศึกษามิติสัมพันธ์ส่งผลให้เด็กปฐมวัยมีความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ .01 โดยด้านที่มีความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลเพิ่มมากขึ้นที่สุด คือด้านการอุปมา-อุปไมย (t = 4.84) ด้านการจัดประเภท (t = 4.58) ด้านการอนุกรม(t = 2.65) ด้านการสรุปความ (t = 2.54) และด้านการจำแนก (t = 2.42)

ส่วนในภาพรวมพบว่าความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัยหลังจากการจัดกิจกรรมเกมการศึกษามิติสัมพันธ์ มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น เท่ากับ 8.13 ซึ่งสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่าความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัยหลังจากที่ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษามิติสัมพันธ์มีความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลสูงกว่าก่อนที่ได้รับการจัดกิจกรรม

 

 

การเปรียบเทียบความแตกต่างของงานวิจัย

ชื่อเรื่องงานวิจัย

รูปแบบการนำเสนอผลการวิเคราะห์

วิเคราะห์ความแตกต่าง

    การพัฒนาจริยธรรมด้านความซื่อสัตย์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเล่านิทานต่อเนื่องประกอบหุ่น

    การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยเรื่องการพัฒนาจริยธรรมด้านความซื่อสัตย์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเล่านิทานต่อเนื่องประกอบหุ่น ใช้รูปแบบแผนภูมิแท่ง

 

การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลของวิจัยแต่ละเรื่องจะนำเสนอสัญลักษณ์และอักษรย่อที่ใช้ในการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตามลำดับ แตกต่างกันที่รูปแบบการนำเสนอผลการวิเคราะห์ มีวิจัย 1 เรื่องที่ยกมานำเสนอในรูปแบบแผนภูมิแท่ง และวิจัยอีก 2 เรื่องนำเสนอในรูปแบบตาราง

 

 

 

 

 

    พฤติกรรมความร่วมมือของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเป็นแบบกลุ่ม

     การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยเรื่องพฤติกรรมความร่วมมือของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเป็นแบบกลุ่มใช้รูปแบบตาราง

    ความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม เกมการศึกษามิติสัมพันธ์

     การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยเรื่องความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม เกมการศึกษามิติสัมพันธ์ใช้รูปแบบตาราง

                                                                                                 

 

เอกสารอ้างอิง

 

กัญญณัฐ พลอยกระจ่าง. (2558). พฤติกรรมความร่วมมือของเด็กปฐมวัย

    ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการปั้นแบบกลุ่ม.ปริญญานิพนธ์การศึกษา

    มหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย

    ศรีนครินทรวิโรฒ.

จารุวรรณ ศิลปรัตน์. (2548).  การพัฒนารูปแบบเสริมพลังการทำงาน

    เพื่อพัฒนาศักยภาพการเป็นนักวิจัยของครูอนุบาล. วิทยานิพนธ์

    การศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย 

    มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

ธวัชชัย ตั้งอุทัยเรือง. (2557). “สถิติเพื่อการวิจัย”  [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :

https://www.slideshare.net/twatchait/ss-38400948  

สืบค้น 14 มกราคม 2563.

บุญศรี พรหมมาพันธุ์. (2561). “การวิเคราะห์ข้อมูลงานวิจัย”  [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://adacstou.wixsite.com/adacstou/single-post/2018/05/16/การวิเคราะห์ข้อมูลงานวิจัย สืบค้น 13 ธันวาคม 2563.

พัชรี กัลยา. (2551). ความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัย

    ที่ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษามิติสัมพันธ์. ปริญญานิพนธ์

    การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย บัณฑิตวิทยาลัย 

    มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

ราช ศิริวัฒน์. (26 มกราคม 2560). “การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล.” 

    [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :

     https://doctemple.wordpress.com/2017/01/26/ สืบค้น 13 ธันวาคม 2563.

ศจีมาจ ณ วิเชียร. (2557).  ปัญหาที่พบบ่อยในการออกแบบการวิจัย

    เชิงปริมาณเอกสารประกอบการบรรยาย โครงการ Research Zone: 

    Phase 94 วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ณ ศูนย์การเรียนรู้ทางการวิจัย

    อาคาร วช. 1     [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก :  

http://www.rlc.nrct.go.th/ewt_dl.php?nid=1266

สมคิด ศรไชย. (2557). การคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัยที่ได้รับ

    การจัดกิจกรรมทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์. ปริญญานิพนธ์

    การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย บัณฑิตวิทยาลัย 

    มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

สุนทรียา ศรีวรขันธ์. (2558). การพัฒนาจริยธรรมด้านความซื่อสัตย์

    ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเล่านิทานต่อเนื่อง

    ประกอบหุ่น. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษา

    ปฐมวัย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

สุภมาส อังศุโชต. (23 ธันวาคม 2562). “การวิเคราะห์และการแปลผลข้อมูล.” 

    [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :

    https://readgur.com/doc/2299649/หน่วยที่11-การวิเคราะห์และการแปลผลข้อมูล-รองศ

สุราษฎร์ พรมจันทร์. (23 ธันวาคม 2562). “การจัดกระทำข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล.” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://rforvcd.wordpress.com/หลักการพื้นฐานงานวิจัย/2-8-การจัดกระทำข้อมูลและก/

สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2547). “การคำนวณค่าสถิติ” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/know/estat1_12.html?fbclid=IwAR1O_UzebgJQ2r3dQBjgMWASIey6nfM4fBMCyo0BHQWQhiSIvxpGa5721Ss

เอมอร จังศิริพรปกรณ์.  "การกำหนดปัญหา วัตถุประสงค์ สมมติฐานและตัวแปรในการวิจัย." [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก

         http://pioneer.netserv.chula.ac.th/~jaimorn/re4.htm

         สืบค้น 13 ธันวาคม 2563.

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

IS คือ อะไร

IS ย่อมาจาก Independent Study เป็นวิชาสำคัญที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะผ่าน กระบวนการ 5 ขั้น ประกอบด้วย การศึกษาและสร้างองค์ความรู้ (ขั้นท...